อยาก Upgrade ต้องจ่าย 5 หมื่น !
นับวันข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ กำลังไหล่บ่าท่วมถมตัวนักข่าวมากขึ้นทุกขณะ คนนั้นแถลงข่าว คนนี้ให้สัมภาษณ์ คนโน้นกำลังจะโทรศัพท์มาหา ไหนจะต้องนั่งฟังอภิปราย-สัมมนาของ ขาประจำ อีกไม่รู้จะกี่ขากี่คน แต่ตัวของนักข่าวไม่ว่าหญิงหรือชายก็ยังคงสองมือคงสิบนิ้วเท่าเดิม แล้วมันจะไหวหรือ... ลำพังอุปกรณ์ประจำกายไม่ว่าปากกาหรือสมุดจด อันเป็นเครื่องมือหากินแต่โบราณ หรือเทคโนโลยีที่รู้จักกันดีอย่างเครื่องบันทึกเทป ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วย ทุ่นแรง ให้กับนักข่าวเท่าไหร่นัก
ไม่ต่างจากไพร่ราบทหารเลวที่ถูกเกณฑ์ ใครมีมีดมีดาบใกล้ตัวก็คว้าฉวยติดมือตามแต่จะหาได้ หากไปเจอศัตรูที่เพียบพร้อมด้วยศาสตราวุธอันทันสมัย มีหวังได้แตกพ่ายกระจายไปคนละทิศทาง
พร้อมหรือยังที่เราจะมีเครื่องมือหากินที่ทันยุคสมัยดิจิตอล เพื่ออำนวยความสะดวกและเสริมสร้างประสิทธิภาพให้เกิดเนื้องานที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องแลกด้วยเงินจำนวนมิใช่น้อย
เริ่มด้วยคำถามแรก... คุณมี โทรศัพท์มือถือ แล้วหรือยัง? เพราะนี่คือปัจจัยพื้นฐานประจำชีวิตมนุษย์ไปเสียแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นคนวัยใด เพศใด หรือมีอาชีพการงานใดก็ตาม ยิ่งชีวิตนักข่าวแล้วถือเป็นเครื่องมือสามัญประจำกาย แม้นว่าคุณขาดปากกา ขาดสมุดจด ขาดเครื่องบันทึกเสียง แต่อาจยังทำหน้าที่ของตนใดอย่างปกติ เพียงแค่โทรศัพท์ไปหาแหล่งข่าวเพื่อพูดคุยหาประเด็น จากนั้นใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมรายงานข่าวจากความจำของเขาไปยังกองบรรณาธิการ แค่นี้ก็ได้งานหนึ่งชิ้นแล้ว แล้วยิ่งเวลานี้ราคาของมันถูกลงอย่างมาก นักข่าวใช้เงินเพียง 3,000-4,000 บาท สำหรับเครื่องที่ใช้เพียงโทรออก-รับสายเข้า ก็สามารถเป็นเจ้าของได้แล้ว
แต่หากคุณเป็นนักข่าวที่ชอบพิมพ์ข่าวด้วยตัวเอง หรือขยันพิมพ์รายงานยาว ๆ ที่ต้องใช้เวลาพิถีพิถันอย่างยาวนาน แน่นอนว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่แต่ละหน่วยงานจัดเตรียมไว้สำหรับนักข่าวย่อมไม่เพียงพอต่อปริมาณนักข่าวอยู่แล้ว การที่ใครสักคนจะนั่งแช่พิมพ์ข่าวหรือปั้นรายงานชิ้นใหญ่เป็นวัน ๆ นั้น อาจถูกเพื่อนนักข่าวนินทาแช่งชักหักกระดูกเอาก็ได้ หรือว่าจะรอตอนเย็นที่เครื่องคอมฯ ว่างก็ล่าช้าเกินไป เพราะ บ.ก. ท่านทวงข่าวยิก ประมาณว่า ดูในโทรทัศน์ข่าวนี้ออกไปตั้งแต่เที่ยงแล้วนี่หว่า ไอ้ครั้นจะส่ง ข่าวพูล ไปพร้อมกับคนอื่นเพื่อเน้นความรวดเร็ว เดี๋ยวก็จะโดนด่าอีกว่า เหมือนผู้จัดการออนไลน์โว้ย ตกลงใครพิมพ์ใครขอพ่วงกันแน่
ทางออกที่ดีทื่สุดคือต้องหา คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ไว้ประจำตัวสักเครื่อง เพื่อให้เราได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งสินค้าชิ้นนี้ก็คล้ายกลับโทรศัพท์มือถือที่ราคาลดลงมากแล้ว แต่อย่างไรก็คงราคาที่หลักหมื่นอย่างเหนียวแน่นสำหรับสินค้ามือหนึ่ง โน๊ตบุ๊ค เมดอินไทยแลนด์ ราคาตกราว 36,000 บาท เรียกว่าพอจะควักกระเป๋ากันได้บ้าง แต่หากต้องการราคาหลักพันคงต้องใช้ของมือสอง ซึ่งต้องรับความเสี่ยงเอาเองว่าไม่รู้มันจะเกเรเมื่อไหร่ เดี๋ยวติดเดี๋ยวดับ อ้าว...บูทไม่ขึ้นอีก อาจต้องส่งซ่อมกันทุกอาทิตย์ก็ได้ พวกเรานักข่าวประสีประสาเรื่องพวกนี้ซะเมื่อไหร่...
แต่หากนักข่าวคนไหนมีทั้งสองสิ่งพร้อมสรรพ จะเรียกความมั่นใจในการลงสนามข่าวได้มากโข
แต่หากคุณไม่ได้หยุดแค่นี้ อยากทันยุคสมัยไอทีเป็นนักข่าวแบบ บูรณาการ (คำฮิตติดปากของทั้งนายกฯ และรัฐมนตรียุคนี้) ปรารถนาจะใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มขีดความสามารถ เพราะแม้ว่าคุณจะพกพาอุปกรณ์ประจำกายอันทันสมัยพร้อมใช้งานทุกขณะ แต่ทุกครั้งที่พิมพ์ข่าวเสร็จก็ต้องวิ่งหาสายโทรศัพท์บ้านอยู่ดี เพราะนักข่าวสมัยนี้ต้องส่งข่าวทางอีเมล์แอดเดรส แต่หากคนไหนที่มีภาระงานตามหัวเมือง เช่น ตามขบวนหาเสียงของพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง อย่าหวังเลยว่าจะเจออินเตอร์เน็ทคาเฟ่ได้ง่าย ๆ ตามข้างถนนแบบในกรุงเทพฯ หากตัดใจใช้โปรแกรมส่งแฟกซ์จากโน๊ตบุ๊ค ก็อาจถูกท่าน บ.ก. หรือหัวหน้าข่าวบ่นเอาให้รำคาญใจได้ เพราะท่านขี้เกียจต้องมาพิมพ์ใหม่ให้เสียเวลา (เป็นงั้นไป) ส่งเป็นอีเมล์มานั่นละง่ายดี ก๊อปปี้เนื้อข่าวทั้งหมดปุ๊บ เอามาแปะทั้งบล๊อกได้ปั๊บ...
หนทางการขจัดปัญหานี้คือทำให้ทั้งโทรศัพท์มือถือและโน๊ตบุ๊คสามารถเชื่อมต่อกัน พูดให้เท่ห์หรูอีกครั้งว่าบูรณาการเป็นหนึ่งเดียว... นั่นคืออุปกรณ์ทั้งสองจะต้องมีพอร์ต อินฟาเรด หรือ บลูทูธ เป็นส่วนประกอบด้วย หมายความว่านักข่าวบูรณาการจะต้องเพิ่มต้นทุนอีกเล็กน้อย ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือที่มีเฉพาะอินฟาเรดตัวหนึ่งก็ราว 5,000-6,000 บาท แต่หากจะเอาบลูทูธซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า อาจจะต้องควักกระเป๋าเกือบหมื่น ส่วนคอมพิวเตอร์นั้นหากใครลงทุนซื้อเครื่องแบรนด์อินเตอร์มักจะมีพอร์ตทั้งสองให้อยู่แล้ว หรืออย่างน้อยก็จะมีอินฟาเรดให้ แต่หมายความว่าคุณต้องทุ่มทุนในระดับ 4 หมื่นกว่าบาทขึ้นไป หรือไม่ก็ซื้อเป็นอุปกรณ์เสริมมาเสียบเพิ่มกับโน๊ตบุ๊คตัวเดิม ราคาจะต่างกันไปตามยี่ห้อแต่ก็อยู่ประมาณพันกว่าบาท
สรุปแล้ว การทำตัวเป็น นักข่าวทันสมัย อาจต้องใช้ต้นทุนที่สูงเกือบ 50,000 บาทต่อหัว (นักข่าว) เชียวนะ ใครละ... จะเป็นคนจ่ายต้นทุนนี้? หากตัวนักข่าวเป็นคนควักกระเป๋าเองคงต้องพิจารณาสถานะทางเงินเดือนหรือโบนัสให้ดี เพราะบางคนอดข้าวอดน้ำ 2-3 เดือนยังไม่พอจ่ายเลย หากจะทำตัวเป็น ราชาเงินผ่อน ก็ผ่อนกันเป็นปี ๆ จนเทคโนโลยีมันตกรุ่นไปแล้วนั่นละ ถึงจะหมดเวรหมดกรรม หรือจะให้ต้นสังกัด (หรือนายทุนของ น.ส.พ. นั่นละ) เป็นคนออกให้ บรรดาท่านทั้งหลายก็คงกุมขมับดีดลูกคิดว่าจะถอนหุ้นดีหรือเปล่านะ เพราะอย่างว่าละ พอให้กับคนหนึ่งอีกคนหนึงก็ต้องอยากได้เป็นธรรมดามนุษย์ (ใช่แล้ว...นักข่าวก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน) แล้วแต่ละสำนักมีนักข่าวกี่คนละ ก็คูณกันเข้าไป... นี่ขนาดไม่ต้องแบกต้นทุนค่าสัมปทานค่าประมูลคลื่นทั้งบนต๊ะทั้งใต้โต๊ะแบบบางสื่อแล้วเชียวนะ
เอาละ... สมมุติว่าวินาทีนี้ทุกท่านเป็น นักข่าวทันสมัย มีอุปกรณ์พื้นฐานทางวิชาชีพเหล่านี้เป็นประหนึ่งอาภรณ์ประดับกายแล้ว แต่ขอโทษด้วยว่ามันไม่ได้ช่วย ใส่สมอง ให้พวกท่านเลย ของอย่างหลังนี้ไม่ว่ายุคนี้หรือยุคหน้า ทุ่มเงินมหาศาลขนาดไหนก็ไม่มีใครซื้อได้...
///////////////////////////
edit @ 2005/04/22 12:55:44
edit @ 2005/04/22 13:03:17
edit @ 2005/11/02 18:00:59