2005/May/20

มาแล้ว "ตำรวจคอมพิวเตอร์" สนองรัฐเกสตาโป ให้รัฐเข้าถึงระบบดูข้อมูลติดต่อผ่านอินเตอร์เน็ท "ฟอร์เวิร์ดเมลล์โป๊" โทษหนักจำคุก

5 ปี พวกก่อกวนระบบโทษแรงสุดขั้นประหารชีวิต เน็ทคาเฟ่ป่วนแน่ ลูกค้าอาจต้องแสดงตัวก่อนใช้บริการ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ทางคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้พิจารณาตรวจแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแต่เดิมกระทรวงไอซีทีได้เสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวในชื่อร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ แต่ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์และสาระคัญของกฎหมาย ที่ได้กำหนดฐานความผิดสำหรับบุคคลที่กระทำต่อระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยตรง มิได้มุ่งถึงกรณีที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

ทั้งนี้ ในบันทึกหลักการและเหตุผลของการร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุว่า เนื่องในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็นส่วนสำคัญของการประกอบกิจการและการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำการใด ๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือใช้วิธีการใด ๆ เข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายนข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรกำหนเดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว (มีต่อ)


edit @ 2005/05/20 00:25:03
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
(ต่อข่าว) ในหมวด 1 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ บทกำหนดโทษที่น่าสนใจได้แก่ มาตรา 9 ระบุว่า ผู้ใดทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ และมาตรา 10 ผู้ใดทำให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ทั้งสองมาตรานี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 9 กฎหมายให้เป็นความผิดที่ยอมความได้

แต่ในมาตรา 11 ระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า หากการกระทำผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 1.ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลทั่วไป ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดขชึ้นทันใดหรือในภายหลัง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 2.หากการกระทำผิดนั้นน่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิของประเทศ หรือบริการสาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 6 หมื่นถึง 3 แสนบาท

"ถ้าการกระทำผิดตามข้อสอง ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือชีวิตของประชาชน ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 10 ปีถึง 20 ปี" (มีต่อ)
#1  by  golffee At 2005-05-20 00:22, 
(ต่อข่าว) มาตรา 13 ได้ระบุฐานการกระทำความผิดของบุคคล 5 ประการ คือ 1.นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลเพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าข้อมูลนั้นเป็นของบุคคลที่สามหรือจัดทำโดยบุคคลที่สาม โดยที่น่าจะทำให้บุคคลที่สามนั้นหรือประชาชนเสียหาย 2.นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกกับประชาชน 3.นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ 4.นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันมีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ และ 5.เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นไปตามฐานความผิดทั้ง 4 ประการข้างต้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนั้น หากข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นภาพลามกตามข้อ 4 เป็นของบุคคลที่อายุไม่เกิน 18 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 4 หมื่นถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในมาตรา 14 ระบุว่าให้ "ผู้ให้บริการ" หากล่วงรู้ถึงการกระทำผิดตามมาตรา 13 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน และมิได้จัดการลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นในทันที ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 13 และในมาตราระบุว่า 15 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิเตอร์ซึ่งมีข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นภาพของผู้อื่น ที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยน่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ เป็นความผิดที่ยอมความได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียหายตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรม หรือบุตรร้องทุกข์โดยถือว่าเป็นผู้เสียหายได้ (มีต่อ)
#2  by  golffee At 2005-05-20 00:23, 
(ต่อข่าว)ในหมวด 2 ว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ มาตรา 16 ในกรณีที่มีเหตุสงสัยว่าจะทำผิดตามกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างกว้างขวางถึง 8 ข้อ คือ 1.สั่งให้บุคคลส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เฉพาะทำที่จำเป็นในการหาตัวผู้กระทำผิด 2.ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์จากระบบคอมพิวเตอร์ที่ต้องสงสัยว่ากระทำผิด 3.ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล อันเป็นหลักฐานเพื่อสืบสวนหาผู้กระทำความผิด 4.ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับ ทำการถอดรหัสลับหรือให้ความร่วมมือในการถอดรหัสลับ 5.เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงเนื้อหาของข้อมูลที่บุคคลติดต่อถึงกัน 6.สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ 7.ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเพื่อทราบถึงการกระทำความผิดตามกฎหมายนี้เท่านั้น และ 8.มีหนังสือสอบถมหรือเรียกบุคคลใดเพื่อมาให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจง ส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดในรูปแบบที่เข้าใจได้

อย่างไรก็ตาม มาตรา 17 กำหนดว่า การยึดหรืออายัดตามมาตรา 16 จะทำเกิด 30 วันไม่ได้ หากต้องนานกว่านั้นให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอขยายเวลา ซึ่งศาลจะอนุญาตได้อีกไม่เกิน 60 วัน หลังจากครบกำหนดพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรืออายัดโดยพลัน และมาตรา 18 กำหนดว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 16 ให้ใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น การทำสำเนาข้อมูลตามข้อ 2 ให้กระทำเฉพาะเมื่อมีเหตุสงสัยตามมาตรา 9 และการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 16 ข้อ 3 และ 5 ต้องรายงานต่อศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจหรือศาลอาญาภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่ลงมือดำเนินการ ในกรณีมี่ศาลเห็นว่าใช้อำนาจเกิดความจำเป็นและไม่ได้มีเหตุสงสัยตามมาตรา 9 ศาลจะสั่งระงับการดำเนินการนั้นได้ นอกจากนี้ มาตรา 20 กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ได้มาตามมาตรา 16 แก่บุคคลใด หากผู้ใดฝ่าผืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มีต่อ)
#3  by  golffee At 2005-05-20 00:23, 
(ต่อข่าว) ที่สำคัญคือมาตรา 24 ระบุว่า ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่า 30 วัน นับแต่วันที่ข้อมูลเข้าสู่ระบบ ในกรณีที่จำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้เก็บรักษาได้เกิน 30 วันแต่ต้องไม่เกิน 90 วัน ซึ่งจะใช้บังคับกับผู้ให้บริการประเภทใดและเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา หากผู้ให้บริการใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท (มีต่อ)
#4  by  golffee At 2005-05-20 00:24, 
แหล่งข่าวจากเนคเทคกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้โดยรวมถือว่าใช้ได้แม้ว่าจะเขียนในลักษณะกว้าง ๆ ไม่เจาะจงเฉพาะ แต่ก็เข้าใจได้เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ที่หลายถึงอินเตอร์เน็ทโดยเฉพาะ เป็นเรื่องยากที่จะเขียนอย่างเจาะจง ฐานความผิดที่เห็นได้ชัดในมาตรา 13 เป็นเรื่องของการปล่อยให้คนมาโพสต์ในเว็บบอร์ดโดยไม่มีการควบคุมใด ๆ เมื่อมีกฎหมายควบคุมจะทำให้ผู้ดูแลเว็บไซด์จะต้องใส่ใจไม่ใช่ปล่อยให้ใครเอารูปโป๊มาโพสต์ หรือเขียนข้อความกล่าวหาคนอื่นอย่างเสียหาย แต่อย่างไรก็ตาม ยังเกิดความไม่ชัดเจนในข้อกฎหมาย เช่น มาตรา 13 ข้อ 5 พูดถึงการส่งต่อข้อมูลที่รู้ว่าเป็นสิ่งผิด เช่น ภาพลามก คนส่งนั้นผิดแน่นอน ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการส่งอีเมล์ต่อ ๆ กันไปอย่างแน่นอน

"แต่โดยหลักแล้วอีเมลล์ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล เมื่อมาตรา 14 กำหนดให้ผู้ดูแลระบบลบข้อมูลทันทีนั้น เข้าใจว่าใช้ในกรณีการลบข้อความหรือรูปภาพในเว็บบอร์ดเท่านั้น แต่อีเมลล์จะทำอย่างไร ถ้าผมเป็นผู้ดูแลระบบรู้ว่ามีภาพโป๊ส่งมาจากเครือข่ายของอีกบริษัทหนึ่งส่งมายังอีเมลล์ที่อยู่ในระบบของบริษัทผม จะให้เข้าไปลบเลยหรือ ถ้าไม่ทำจะมีความผิดไหม กฎหมายยังไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ชัดเจน"

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ในส่วนอำนาจของเจ้าหน้าที่ก็ถือว่าเหมาะสม ไม่ได้ล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคล ให้อำนาจแค่เรียกดูข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ไม่รวมเนื้อหาที่ติดต่อสื่อสารกัน ทั้งที่ในทางเทคนิคแล้วสามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับลนี้จะส่งผลกระทบอย่างแน่นอนผู้ดูแลระบบตามหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน รวมทั้งร้านอินเตอร์เน็ทคาเฟ่ เพราะตามคำนิยามถือเป็นผู้ให้บริการเช่นเดียวกับไอเอสพีต่าง ๆ ดังนั้น ร้านอินเตอร์เน็ทจะต้องทำการเก็บรักษาข้อมูลการจราจรไม่น้อยกว่า 30 วัน ซึ่งข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์นี้คือ แหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ชนิดของบริการ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย

"ร้านอินเตอร์เน็ทจะต้องเก็บข้อมูลมากแค่ไหน แค่จดชื่อลูกค้าและหมายเลขเครื่องที่ใช้ แค่นี้จะพอหรือไม่ หรือต้องรวมข้อมูลทางเทคนิค เช่น ล๊อกไฟล์ที่แสดงว่าได้ติดต่อไปที่ไหนบ้างในระบบหรือไม่"
(จบแล้ว... อ่านซะเหนื่อยเลย อิอิ)
#5  by  golffee At 2005-05-20 00:26, 
ช่วยตรวจสอบด้วยค่ะ ใน web นี้น่าจะมีภาพโป๋และ vdo clipโป๋ค่ะ
#6  by  เมย์ (124.121.123.94) At 2006-06-18 22:23, 
#7  by   (125.24.144.110 /192.168.70.217) At 2007-07-18 08:45, 

<< Home


Mr.Golffee
View full profile