วันที่สองของการขายนิยายแฮรี่พอตเตอร์ ใครเกิดอาการ "บ้าหม้อ" ไปแล้วบ้าง อิอิ จำขี้ปากฝรั่งเขามานะ ใช้คำนี้จริง ๆ pottermania - :D ไม่ได้แปลผิดนะครับ... อุอุ ในไทยขายตั้งหกโมงเช้ายังอุส่าห์มีคนแหกขี้ตาไปซื้อ ที่พูดอย่างนี้ขอออกตัวก่อนเลยว่า ยังไม่เคยอ่านสักเล่ม แล้วไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้อ่านหรือเปล่า เล่มหนาเป็นคืบ... ต้องนอนอยู่บ้านว่างงาน ไม่ทำอะไรเลยจริง ๆ นั้นละ อ่าน... อ่าน... อ่าน... ลูกเดียว แน่นอนว่าช่วงเวลาที่เหมาะสุด คือตอนเป็นเด็กนักเรียน ซึ่งเราผ่านพ้นมานานแล้ว เศร้าจัง...
วัยที่เหมาะกับการอ่านหนังสือที่สุดคือตอนเรียนหนังสือ ถ้าจบมาทำงานแล้วเดี๋ยวก็ยุ่งนั้นยุ่งนี้ เครียดกับงาน ตกเย็นสังสรรค์กับเพื่อน ตื่นเช้ามาแฮ้งค์... :P จะเอาสมาธิที่ไหนมาอ่านกันละ
ปรากฎการณ์ของตลาดหนังสือขณะนี้ ทำให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป function ของหนังสือก็เปลี่ยนตามไปด้วย แต่เดิมสิ่งที่ควบคู่หนังสือคือ "วัฒนธรรมอ่าน" แต่ตอนนี้กลับเป็น "วัฒนธรรมซื้อ" เข้ามาประกบคู่ไปด้วย ความน่าสนใจหนังสือสักเล่ม ไม่ได้อยู่ที่สาระเนื้อหา แต่ยังอยู่ที่ว่ามันถูกขายอย่างไรด้วย ใช่ไหม... ใคร ๆ ก็อยากได้หนังสือที่มีลายเซ้นต์คนเขียนทั้งนั้น ไม่แปลกอะไรที่บู๊ทสำนักพิมพ์ตามงานหนังสือ ต้องหานักเขียนมานั่งแจกลายเซ้นต์
แต่ไอ้ที่เป็นพฤติกรรมแปลก ๆ ก็คือ ทำไมต้องมาแห่ซื้อกันวันแรกที่วางจำหน่ายด้วย (เหมือนซื้อแสตมป์เลยเนอะ) แล้วต้องมาเข้าคิวรอซื้อ เพื่อให้ได้ซื้อเป็นคนแรกด้วย โห...อะไรมันจะหนักหนาขนาดนั้น เออ...ถ้าเขาแจกฟรีก็ว่าจะไม่ว่าเลย แต่นี้ต้องควักกระเป๋าตังค์ของตัวเอง แถมต้องลำบากลำบนอีก ไปซื้อวันหลังร้านว่าง ๆ ไม่ต้องเบียดไม่ต้องเร่งสบายกว่าเยอะ ไม่แน่นะ ต่อไปหนังสือดัง ๆ บางเล่ม อาจจะมีแผนการตลาด พิมพ์ serail No. ประจำเล่มกันเลย ซื้อคนแรกก็ได้เบอร์ 0001 แล้วอาจจะมีการเล่มเลขสวย ๆ แบบลงท้ายด้วย 9 หรือเล่มที่ 999 ก็อาจจะมีคนตบตีแย่งซื้อ หรือเอามาขายต่อราคาแพง แบบแสตมป์หรือแบ้งค์ อิอิ อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้เชียวนะ...
สมัยก่อนจะทำหนังสือหรือนิตยสารสักเล่มก็คิดกันว่า ต้องมีเนื้อหาสาระอะไร แต่ต้องนี้เขาไม่ได้คิดแค่ content เท่านั้น ต้องพ่วง "การตลาด" เข้าไปด้วย เผลอ ๆ บางแห่งเข้าไปประชุมกองบ.ก.กะเข้าด้วย คิดกันตั้งแต่ออกแบบปกหรือคำโปรยหน้าปก กะว่าต้องให้ยั่วยวนกิเลส เรียกเงินจากประเป๋าตังค์ชาวบ้านได้แหง ๆ ก็เล่มละไม่กี่ร้อยเอง (เดียวนี้หนังสือเล่มละไม่เกินร้อยบาทหาแทบไม่ได้อีกแล้ว) วันก่อนอ่านหนังสือเจอหนุ่มคนหนึ่ง บอกว่าเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของนิตยสารวิเคราะห์การเมืองรายสัปดาห์ แห่งหนึ่ง เออ...แต่ก่อนเขามีแคฝ่ายบุคคล ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน อะไรเทือกนี้ เพิ่งรู้ว่าต้องมีการตลาดด้วย ขนาดหนังสือการเมืองนะเนี่ย ต้องวางแผนการตลาดกะเขาด้วย
ที่เอาเรื่องนี้มาเขียน ไม่ได้ว่า "แฮรี่พอตเตอร์" เป็นหนังสือไม่ดีนะครับ คนละประเด็นกัน อ่านหนังสือดีแน่ ใครอยากอ่าน อยากซื้อวันแรก ซื้อเพราะมีของแถม ซื้อแล้วเปิดด้านในปกหวังพบโชค 1 ล้าน (เหอ เหอ) ก็ว่ากันไปเถอะ ขอให้ซื้อมาแล้วอ่านมันจริงจังก็แล้วกัน อย่าเอามาแค่เก็บไว้เป็นที่ระลึก
แต่อย่าคิดว่าธรรมเนียมแห่กันไปซื้อหนังสือวันเปิดตัวเนี่ยะ จะเพ่งเกิดเอาตอนที่มีแฮรี่หรือลอร์ดออฟเดอะริงตอนนี้นะครับ ในอดีตเคยเกิดมาแล้ว เท่าที่จำได้มีเคสหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของวงการนักเขียนทีเดียว แต่ไม่ได้เกิดกะหนังสือเล่มหรือ book หรอกนะ แต่เป็นหนังสือพิมพ์ตะหาก ก็นิยามชื่อดัง "ผู้ชนะสิบทิศ" ของ "ยาขอบ" นั่นไง ก่อนที่จะมาพิมพ์รวมเล่มหนาขนาดแปดเล่มจบ ยาขอบเขียนเป็นตอน ๆ ลงใน นสพ. มาก่อน เขาเล่ากันว่า ท่านยาขอบค่อย ๆ จรดปากกาประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำ เขียนไปสามสี่บรรทัดก็ส่งไปเรียงพิมพ์ทีนึง แหม... ต้องเร่งให้ออกขายทันเวลา หนังสือพิมพ์นะไม่ใช่หนังสือเล่ม ต้องออกขายทุกวัน ที่สำคัญเขาว่า (อุอุ เกิดไม่ทันครับ) มีคนมายืนรอซื้อหน้าโรงพิมพ์กันเลย แถมยังมีประเภมขอซื้อเฉพาะหน้านิยายเรื่องนี้เท่านั้น
ไอ้ที่เห็นบ้าแฮรี่พอตเตอร์กันตอนนี้ กลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลย ถ้าไปเทียบกับรุ่นพ่อรุ่นปู่ ฮา....
edit @ 2005/07/17 20:44:34
วัยที่เหมาะกับการอ่านหนังสือที่สุดคือตอนเรียนหนังสือ ถ้าจบมาทำงานแล้วเดี๋ยวก็ยุ่งนั้นยุ่งนี้ เครียดกับงาน ตกเย็นสังสรรค์กับเพื่อน ตื่นเช้ามาแฮ้งค์... :P จะเอาสมาธิที่ไหนมาอ่านกันละ
ปรากฎการณ์ของตลาดหนังสือขณะนี้ ทำให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป function ของหนังสือก็เปลี่ยนตามไปด้วย แต่เดิมสิ่งที่ควบคู่หนังสือคือ "วัฒนธรรมอ่าน" แต่ตอนนี้กลับเป็น "วัฒนธรรมซื้อ" เข้ามาประกบคู่ไปด้วย ความน่าสนใจหนังสือสักเล่ม ไม่ได้อยู่ที่สาระเนื้อหา แต่ยังอยู่ที่ว่ามันถูกขายอย่างไรด้วย ใช่ไหม... ใคร ๆ ก็อยากได้หนังสือที่มีลายเซ้นต์คนเขียนทั้งนั้น ไม่แปลกอะไรที่บู๊ทสำนักพิมพ์ตามงานหนังสือ ต้องหานักเขียนมานั่งแจกลายเซ้นต์
แต่ไอ้ที่เป็นพฤติกรรมแปลก ๆ ก็คือ ทำไมต้องมาแห่ซื้อกันวันแรกที่วางจำหน่ายด้วย (เหมือนซื้อแสตมป์เลยเนอะ) แล้วต้องมาเข้าคิวรอซื้อ เพื่อให้ได้ซื้อเป็นคนแรกด้วย โห...อะไรมันจะหนักหนาขนาดนั้น เออ...ถ้าเขาแจกฟรีก็ว่าจะไม่ว่าเลย แต่นี้ต้องควักกระเป๋าตังค์ของตัวเอง แถมต้องลำบากลำบนอีก ไปซื้อวันหลังร้านว่าง ๆ ไม่ต้องเบียดไม่ต้องเร่งสบายกว่าเยอะ ไม่แน่นะ ต่อไปหนังสือดัง ๆ บางเล่ม อาจจะมีแผนการตลาด พิมพ์ serail No. ประจำเล่มกันเลย ซื้อคนแรกก็ได้เบอร์ 0001 แล้วอาจจะมีการเล่มเลขสวย ๆ แบบลงท้ายด้วย 9 หรือเล่มที่ 999 ก็อาจจะมีคนตบตีแย่งซื้อ หรือเอามาขายต่อราคาแพง แบบแสตมป์หรือแบ้งค์ อิอิ อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้เชียวนะ...
สมัยก่อนจะทำหนังสือหรือนิตยสารสักเล่มก็คิดกันว่า ต้องมีเนื้อหาสาระอะไร แต่ต้องนี้เขาไม่ได้คิดแค่ content เท่านั้น ต้องพ่วง "การตลาด" เข้าไปด้วย เผลอ ๆ บางแห่งเข้าไปประชุมกองบ.ก.กะเข้าด้วย คิดกันตั้งแต่ออกแบบปกหรือคำโปรยหน้าปก กะว่าต้องให้ยั่วยวนกิเลส เรียกเงินจากประเป๋าตังค์ชาวบ้านได้แหง ๆ ก็เล่มละไม่กี่ร้อยเอง (เดียวนี้หนังสือเล่มละไม่เกินร้อยบาทหาแทบไม่ได้อีกแล้ว) วันก่อนอ่านหนังสือเจอหนุ่มคนหนึ่ง บอกว่าเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของนิตยสารวิเคราะห์การเมืองรายสัปดาห์ แห่งหนึ่ง เออ...แต่ก่อนเขามีแคฝ่ายบุคคล ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน อะไรเทือกนี้ เพิ่งรู้ว่าต้องมีการตลาดด้วย ขนาดหนังสือการเมืองนะเนี่ย ต้องวางแผนการตลาดกะเขาด้วย
ที่เอาเรื่องนี้มาเขียน ไม่ได้ว่า "แฮรี่พอตเตอร์" เป็นหนังสือไม่ดีนะครับ คนละประเด็นกัน อ่านหนังสือดีแน่ ใครอยากอ่าน อยากซื้อวันแรก ซื้อเพราะมีของแถม ซื้อแล้วเปิดด้านในปกหวังพบโชค 1 ล้าน (เหอ เหอ) ก็ว่ากันไปเถอะ ขอให้ซื้อมาแล้วอ่านมันจริงจังก็แล้วกัน อย่าเอามาแค่เก็บไว้เป็นที่ระลึก
แต่อย่าคิดว่าธรรมเนียมแห่กันไปซื้อหนังสือวันเปิดตัวเนี่ยะ จะเพ่งเกิดเอาตอนที่มีแฮรี่หรือลอร์ดออฟเดอะริงตอนนี้นะครับ ในอดีตเคยเกิดมาแล้ว เท่าที่จำได้มีเคสหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของวงการนักเขียนทีเดียว แต่ไม่ได้เกิดกะหนังสือเล่มหรือ book หรอกนะ แต่เป็นหนังสือพิมพ์ตะหาก ก็นิยามชื่อดัง "ผู้ชนะสิบทิศ" ของ "ยาขอบ" นั่นไง ก่อนที่จะมาพิมพ์รวมเล่มหนาขนาดแปดเล่มจบ ยาขอบเขียนเป็นตอน ๆ ลงใน นสพ. มาก่อน เขาเล่ากันว่า ท่านยาขอบค่อย ๆ จรดปากกาประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำ เขียนไปสามสี่บรรทัดก็ส่งไปเรียงพิมพ์ทีนึง แหม... ต้องเร่งให้ออกขายทันเวลา หนังสือพิมพ์นะไม่ใช่หนังสือเล่ม ต้องออกขายทุกวัน ที่สำคัญเขาว่า (อุอุ เกิดไม่ทันครับ) มีคนมายืนรอซื้อหน้าโรงพิมพ์กันเลย แถมยังมีประเภมขอซื้อเฉพาะหน้านิยายเรื่องนี้เท่านั้น
ไอ้ที่เห็นบ้าแฮรี่พอตเตอร์กันตอนนี้ กลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลย ถ้าไปเทียบกับรุ่นพ่อรุ่นปู่ ฮา....
edit @ 2005/07/17 20:44:34