เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้อยู่ในใจมานานแล้ว ก่อนที่ "เมืองไทยรายวัน" จะถูกปลดจากผังรายการของช่อง 9 ด้วยว่าแม้ผมจะเป็นคนหนึ่งที่เกลียดทักษิณ เฝ้าคอยดูว่าเมื่อไหร่หนาคนผู้นี้จะหมดสิ้นอำนาจวาสนา/ปิดฉากตัวเองลงเสียที แต่ก็ไม่อาจเห็นด้วยกับบทบาทของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" หรือ "เซี่ยงเส้าหลง" (เชื่อว่าคือคนเดียวกัน) เจ้าของของน.ส.พ.ผู้จัดการ ที่กำลัง perform ขณะนี้ เอาละมาลำดับความกัน...
*****
ก่อนหน้านี้ หากเรานึกถึงบุคคลสาธารณะที่ปะยี่ห้อว่า loyalist ในบ้านเรา ย่อมหนีไม่พ้นชื่อของ สมัคร สุนทรเวช, ธงทอง จันทรางศุ, มีชัย ฤชุพันธ์, สุมเธ ตันติเวชกุล ฯลฯ หรือไม่ก็กลุ่มมวลชนที่ขนานนามตนว่า "อภิรักษ์จักรี" คงไม่มีใครคิดถึงชื่อเจ้าของธุรกิจสื่อมวลชน "สนธิ ลิ้มทองกุล" (ฐานะปัจเจก) หรือ "ผู้จัดการ" (ฐานะองค์กร) เลยแม้แต่น้อย ทว่า ขวบปีที่ผ่านมาชื่อของเขาใน category นี้ กลับพรุ่งแรงแซงหน้าหลายคน (อย่างน้อยก็ที่เอ่ยถึงข้างต้น) จนอาจจะเรียกได้ว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (spacialist) เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์คนหนึ่ง เพราะได้รับเครดิจจากสถาบันวิชาการชั้นเอกอย่างธรรมศาสตร์ ให้ไปเสวนาในเรื่องนี้ คนที่ติดตามอ่านผู้จัดการมาตลอดคงจะทึ่งว่าคนอะไรช่าง "อมภูมิ" ได้เก่งกาจ ไม่ให้คนอื่นระแคะระคายบ้างเลยว่าเขาก็เทียบเท่าสมัคร, ธงทอง, มีชัย ฯลฯ สามารถให้รางวัล rookie of the year ได้อย่างไม่ขัดเขิน

ภายหลังจากรายการของตัวเองถูกปลด เขาแถลงข่าวในชุดเสื้อสีเหลืองมีสกรีน "เราจะสู้เพื่อในหลวง" กลางหน้าอก บอกนัยยะแจ่มชัดว่าการปลดรายการออกจากผังมาจากเรื่องที่เขาปกป้องสถาบันฯ จากการล่วงละเมิดของผู้นำทางการเมืองในปัจจุบันนี้ มิมาจากเหตุที่เขาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานหรือความชอบธรรมของรัฐบาลทักษิณแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไร้ความจริงใจในการปราบปรามช่อราษฎร์บังหลวง ล้มเหลวแก้ปัญหาใต้ ทุจริตซีทีเอ็กซ์ โกงกล้ายาง ฯลฯ
เขาหาญกล้ามาจากไหน... คนอย่างสมัคร สนุทรเวช ยังไม่กล้าถึงขนาดนี้เลย บรรดา loyalist หน้าเก่าทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง "อภิรักษ์จักรี" ที่มักจะกระตือรือล้นในบทบาทนี้เป็นพิเศษ ถึงปล่อยให้สำนัก "ผู้จัดการ" แย่งซีนตัดหน้าไปได้
หากย้อนอดีตไปสัก 6-7 ปีที่แล้ว (ช่วงก่อนและช่วงต้น ๆ ที่ไทยรักไทยถือกำเนิด) สมัยที่การเมืองยังต่อสู้ระหว่างขั้วประชาธิปัตย์นำโดย "ชวน หลีกภัย" กับขั้วความหวังใหม่นำโดย "ชวลิต ยงใจยุทธ" รู้กันดีว่าสนธิเป็นฝ่ายที่ไม่เลือกข้าง ปชป. อย่างแจ่มชัด จะวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาเศรษฐของ "ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์" อย่างสม่ำเสมอ ร่วมทั้งเย้ยหยันพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีสภาพเป็นแค่ "สำนักกฎหมายประชาธิปัตย์" เท่านั้น หาได้มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นพรรคการเมืองไม่ สู้ไทยรักไทยที่นำโดยทักษิณ (ในเวลานั้น) ไม่ได้
ประเด็นหนึ่งที่สนธิ/เซี่ยงเส้าหลงหยิบเลือกมาโจมตีประชาธิปัตย์เสมอคือ พรรคการเมืองนี้มีสันดานชอบใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น โดยเฉพาะชอบอ้างสถาบันฯ มากล่าวหาคู่แข่งของตนว่า "หมิ่นสถาบัน" อยู่เนื่อง ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดในการบริหารประเทศของตนเอง แถมยังโยงไปถึงตำนานการเมือง ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จ้างคนไปตะโกนในโรงหนังว่า "ปรีดี ฆ่าในหลวง" ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่สนธิ/เซี่งเส้าหลงนำข่าวลือคลาสสิกนี้มาใช้กล่าวหา ปชป. อยู่เนื่อง ๆ แม้แต่ช่วงต้นของรัฐบาลทักษิณ สนธิ/เซี่ยงเส้าหลงยังตอกย้ำว่า ปชป. คงสันดานเช่นนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แม้ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม
ประเด็นที่ผมต้องการจะบ่งชี้ มิใช่เรื่องของการ "พิสูจน์ความจริง" ว่าเกิดการละเมิดสถาบันฯ ขึ้นหรือไม่ ...ไม่ใช่จะมาหาข้อเท็จจริงว่าประชาธิปัตย์มีนิสัยเช่นนั้นหรือไม่... ...สิ่งที่ประชาธิปัตย์ชอบกล่าวหาศัตรูทางการเมืองของตนว่าหมิ่นฯ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ (ไม่ใช่แค่ป้ายสีทางการเมือง)... และในปัจจุบัน ผมไม่ได้ต้องการพิสูจน์ความจริงที่สนธิพร่ำบอกว่า ...มีการละเมิดพระราชอำนาจจริงหรือไม่(จนเขาต้องออกมาสู้เพื่อในหลวง)... ...หรือว่าสิ่งที่สนธิกล่าวหาเป็นจริงหรือเป็นเรื่องเรื่องป้ายสีทางการเมือง... เพราะคนที่จะพิสูจน์เรื่องนี้ไม่ใช่เรา แต่เป็นตำรวจ... ปล่อยเป็นหน้าที่ของเขา
แต่ ณ เวลานี้ความจริงหนึ่งปรากฎชัดว่า แท้จริงแล้ว...วาทะโวหาร "หมิ่นสถาบันฯ" จัดเป็นเครื่องมือทางการเมืองชนิดหนึ่ง สำหรับใช้ฟาดฟันฝ่ายตรงข้าม (ทางการเมือง) ดังนั้น กรณีความขัดแย้งเรื่องนี้จึงเป็น "การเมืองของการอ้างอิง" เท่านั้น
เห็นได้จากคำชี้แจงช่อง 9 (มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง?)ในการถอดรายการ (มีธงทองร่วมแถลงอยู่ด้วย) ว่า :
รายการเมืองไทยรายสัปดาห์กล่าวอ้างถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2548 นายสนธิกล่าวถึงการแต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ว่าเป็นการละเมิดหรือขัดพระราชอำนาจ ทั้งยังนำบทความซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนเรื่อง "พ่อของแผ่นดิน" มาอ่านในรายการ มีเนื้อความบางช่วงพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนได้... (อสมท.) ...รับการยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือสำนักราชเลขาธิการ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมอบหมายให้นายสนธิ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ไปกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยายแต่ประการใดทั้งสิ้น
สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะและเทิดทูนของประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า
การกล่าวอ้างพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พึงกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงหรือตอบโต้ความเข้าใจผิด ได้ในทุกกรณี บมจ.อสมท ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนและในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชนชาวไทย จึงสำนึกว่าเป็นหน้าที่ของ บมจ.อสมท ที่จะต้องตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ หลังจากพิจารณาแล้วจึงขอระงับสัญญาเช่าเวลาเพื่อจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
ขณะที่สนธิก็อ้างสถาบันเช่นกันว่า :
การนำบทความซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน เรื่องพ่อของแผ่นดิน มาอ่านในรายการผิดตรงไหน และการที่ตนกล่าวอ้างอิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ทำไปในฐานะข้าแผ่นดิน เหมือนนายประมวล รุจนเสรี ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย ที่เขียนหนังสือ "พระราชอำนาจ" ก็ทำในฐานะคนรักแผ่นดินเช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่า ตนมีความชอบธรรมในการปกป้องสถาบันฯ เหมือนกัน แล้วอันไหนมันของจริงกันแน่ละ... ใครมันถูกมันผิดกันแน่ละ... หรือว่าไม่จริงทั้งสองฝ่าย??? เพราะถ้าฝ่ายไหนผิดหรือผิดทั้งสองฝ่าย ตำรวจสันติบาลคงไม่ปล่อยเอาไว้แน่ ลองนึกย้อนไปถึงก่อนการเลือกตั้งเมื่อต้นปีดูซิ กรณีสติ๊กเกอร์ของปชป. ซึ่งคุณหญิงกัลยาต้องตกเป็นผู้ต้องหา (^-^) ถ้าทั้งสองฝ่ายตั้งโต๊ะแถลงกล่าวหาตอบโต้กันใหญ่โต ถึงขั้น "ทำให้เข้าใจสถาบันพระมหากษัตริย์ผิด" แต่ตำรวจกลับไม่รีบจับกุมไม่ดำเนินคดีใด ๆ เลย กรณีของสติ๊กเกอร์กับคุณหญิงกัลยาจึงถือว่าเป็น "ตลกร้าย" ทางการเมืองทีเดียว
ก็เพราะว่าเป็นเพียงโวหารที่ใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" เท่านั้น เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงทำตัวบอดใบ้ไปเสีย ก็เท่านั้น...
เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว ในยุค "หลงระเริง" กับกระแส Globalization มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า "โลกานุวัตร" เขียนโดย "สนธิ ลิ้มทองกุล" แต่หลังจากพิษภัยเศรษฐกิจที่มาจากกระแสโลกานุวัตร จนเครือผู้จัดการแทบเอาตัวไม่รอด สนธิก็พลิกบทบาทกลับมา take side เทิดทูนเชิดชูภูมิปัญญาท้องถิ่น คลั่งไคล้ความเป็นตะวันออก พร้อมกับวิพากษ์โลกานุวัตรอย่างรุนแรง ไม่ต่างจากเรื่องนี้ ที่แต่ก่อนเคยกล่าวหา ปชป. ไว้ แต่สุดท้ายก็เอาสิ่งที่ตัวเองประนามหยามเหยียดเขา มาใช้เป็นเครื่องมือเสียเอง
ถ้าสันดานพวกประชาธิปัตย์เป็นเช่นที่กล่าวหาจริง เวลานี้คงได้แต่นั่งหัวร่ออยู่ในใจว่า เอ...ดีไม่เปลืองแรงเรา ก็ "ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง" ... : )
หมายเหตุ : แนะนำให้อ่าน บทวิจารณ์หนังสือเรื่อง "พระราชอำนาจ"
edit @ 2005/09/19 16:14:55
edit @ 2005/09/24 21:18:37
edit @ 2005/09/25 16:40:45
edit @ 2005/09/25 17:00:28
edit @ 2005/10/20 16:21:54