ค่ำวานนี้ (25 ต.ค.)เดินตัวเบาออกจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หลังจบคอนเสิร์ทของ อ.ดนู ฮันตระกูล เสียงใบใผ่ จะว่าเป็นคอนเสิร์ทก็กระไรอยู่ ต้องบอกว่าไปดูเขา "เล่นดนตรีกัน" จะเข้าท่ากว่า ไม่มีแสงสีหรือเทคนิคพิเศษ ทั้งนักร้องนักดนตรีไม่ต้องทรงเครื่องหรือแต่งหน้าทำผม ขนาดวงดนตรียังกองกับพื้น ไม่ขึ้นไปเล่นบนเวที... คงจะเซ็ทตำแหน่งไว้เพื่อบันทึกเสียง (ซึ่งก็เปิดให้คนเข้าชมได้เช่นกัน) แล้วก็เล่นโชว์ต่อเลย ขนาดผู้ฟังเข้าไปนั่งรอเวลาคอนเสิร์ทเริ่ม ก็ยังซ้อมกันให้เห็นจะจะ สงสัยเป็นของแถมให้มิตรรักแฟนเพลง ที่ฟังบันทึกเสียงตั้งแต่ภาคบ่าย เป็นกันเองดี...

รูปตอนเลิกแล้ว เหอ เหอ เอากล้องไปด้วยแต่แบตเตอรี่ดันหมด... ลืมชาร์จ... จอแสดงผลไม่ทำงาน เลยไม่กล้าถ่ายตอนแสดง กลัวไฟแฟลชไปกวนเขา อิอิ (แต่ต้องมีรูปมาโชว์ ยันว่าไปมาจริงนะเฟ้ย)
อ.ดนู เล่นเพลงในชุดใหม่ให้ฟัง 10 เพลงรวด ให้เราที่ห่างหายงานคอนเสิร์ทอย่างนี้ไปหลายปี อิ่มแทนข้าวเย็น... ยิ่งได้ฟังแบบออเคสตร้าเต็มวง จะยิ่งอิ่มกว่านี้...
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้ว่ากี่นานต่อกี่นานแล้ว ที่ไม่ได้ฟัง "พี่แป๋ม" สุภัทรา อินทรภักดี ร้องเพลงสด ฟังแต่ในซีดีไหมไทยกับอัลบั้มเดี่ยวของเธอจนแผ่นจะสึกแล้ว นักร้องในดวงใจของผมเลยครับ แม้เธอจะร้องเพลงบันทึกเสียงไว้ไม่มาก แต่นั้นก็ยิ่งขับเน้นความมีคุณค่าในเนื้องาน
กลับมาที่งานของอ.ดนู ท่านออกตัวว่างานชุดนี้แทบจะฉีกไปคนละทาง มีทั้งเพลงบรรเลงแบบคลาสสิค เพลงขับร้องก็มีทั้งป๊อป โฟล์คร๊อค เพื่อชีวิต ลูกทุ่ง เพลงรำวง ฯลฯ แต่จากที่นั่งฟังแบบสด ๆ และฟังจากแผ่นซีดีในฐานะแฟนเพลง ประจักษ์ว่าความแตกต่างของแนวเพลงไม่ได้เป็นอุปสรรคบั่นทอนโสตสัมผัสของผู้ฟังแต่ประการใด ด้วยเพราะของดนูมี sound เดียว อันเป็นแบบฉบับเฉพาะตัว ไม่ว่าจะฟังเพลงไหนจะมี "สำเนียง" อย่างว่า... แทรกสอดคอยบอกว่านี่ละ... คือซาวด์ของดนู...
ในฐานะที่ติดตามงานมาตั้งแต่ชุด "ชีพจรลงเท้า" ครั้งนั้นมาในนาม "ไหมไทย" วงดนตรีเครื่องสายฝรั่งลักษณะ chamber music ในชุดต่อ ๆ มาก็ค่อยพัฒนาเป็นวงออเคสตร้าเต็มวง ที่ผลงานแปลก เช่น เพลงกวี เพลงประกอบนิทาน ฯลฯ ช่วงแรกนี้ผลงานจะมีความเป็น artistic สูงมาก จนพัฒนาคลี่คลายมาสู่ยุคปัจจุบัน
เพลงในชุดเสียงใบไผ่ (ที่แสดงทั้ง 10 เพลง) ส่วนใหญ่เป็นเพลงมีเนื้อร้อง (อ.ดนู ร้องเองตั้งสองเพลง... อาจเป็นครั้งแรกมั้ง ที่อ.ร้องบันทึกเสียง) เน้นว่าเป็น "เพลงที่มีเนื้อร้อง" มิใช่เพลงร้องธรรมดา ไม่ว่านักร้องคนนั้นจะเป็นใคร ศิลปินใหญ่จากไหน (มี พงษ์สิทธิ คัมภีร์ มาร้องด้วยหนึ่งเพลง) จะมาเดียวหรือมาหมู่ (มีคณะนักร้องประสานเสียง) ไม่ต้องสนใจหรอกครับว่าเขาจะร้องว่าอะไร ทำตัวลืมภาษาลืมเมืองแม่สักพัก ก็ยังรับรสอันไพเราะหรือเนื้อสารของเพลงที่ส่งมาได้ เนื่องด้วย เสียงจากการขับร้องในเพลงของดนู เป็นประหนึ่งเสียงเครื่องดนตรีหนึ่งชิ้น... บรรเลงสอดประสานกันไป
จะฟังดนตรีก็ต้องฟังเสียง "เครื่องดนตรี" ถึงจะได้รับสารัตถะแห่งคีตศิลป์ เพลงที่มี "เนื้อร้อง" หมายความว่า เพลงนั้นกำลัง mixed media นำ "วรรณศิลป์" มาประสมกับ "คีตศิลป์" แต่ใน "เพลงที่มีเนื้อร้อง" ของดนู สร้างแบบฉบับของตน ด้วยการประสานข้ามการสัมผัสรับสารที่ต่างกัน ระหว่าง "ตัวหนังสือ" กับ "เสียงดนตรี" ให้เป็นคีตศิลป์อันทรงเสน่ห์
ใครอยากเข้าใจคอนเซ็ปต์ดนตรีที่เป็น "สากล" หรือนัยยะแฝงคือ "ตะวันตก" คงต้องลองฟังด้วยตัวเอง อย่าลืมว่าฐานการฟังเพลงของคนไทย แยกภาคเนื้อร้องกับภาคดนตรีออกจากกัน คงเคยได้ยินว่าเพลงลูกทุ่งนั้น "ร้อยเนื้อทำนองเดียว" กันนะครับ และขนบนี้น่าจะลามมาถึงเพลงไทยสากลด้วย... (ขอเดา)
การฟังเพลงไหมไทยส่งให้ผมชอบฟังเพลงคลาสสิคตั้งแต่ยังเด็ก (ม.ปลาย นี่เด็กหรือเปล่านะ อิอิ) โดยก่อนหน้าก็สนใจใครเมียงมองอยู่เหมือนกัน แต่การได้เริ่มต้นกับอะไรที่ "ไทย ๆ " (ไม่อยากใช้คำนี้เลย แต่ไม่รู้จะอธิบายความอย่างไรดี) ทำให้เราไหลลื่นไปกับมันได้ดีขึ้น ไม่รู้สึกว่าต้องปีนกะไดฟัง อย่างที่ใครเขาว่ากัน ก็ดนตรีเป็นภาษาสากลที่ "ทุกคน/ชน" เข้าถึงได้มิใช่หรือ (เลยไม่อยากใช้คำว่า -ไทย ๆ - ไง แต่คำนี้ใช้กันจนเป็นที่เข้าใจ โดยไม่ต้องหาคำอธิบายว่าคืออะไรไปแล้ว สะดวกดี ขอซื้อ 555 )
จำได้ว่าครั้งแรกที่ฟังเพลงของคีตกวีฝรั่งเศส Debussy ที่เขาว่ากันว่าเป็นเพลงคลาสสิคในตระกูล impressionism พบว่ามีอะไรบางทำให้นึกถึงเพลงของอ.ดนู ในยุคไหมไทย เขาคนนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจหรือศิลปินในดวงใจของอ.ดนู ก็เป็นได้ แค่เพลงฟังคุ้น ๆ แล้วนึกถึงกัน ก็ไม่ควรสรุปอย่างรีบด่วนว่าลอกกันแต่อย่างใด
อะ... สรุปได้ไหมว่าอ.ดนู เป็นนักดนตรีกลุ่มอิมเพรสชั่นนิส... เหมาะเจาะกับที่ผมชอบภาพเขียนแนวอิมเพรสชั่นนิสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยโบกรถขอโดยสารร่วมทางไปด้วยกันได้ ไม่ตีกัน เหอ เหอ
ความไพเราะในเพลงของดนู มิได้อยู่ที่ท่วงทำนองอันแปลกหู หนักแน่น กระชากใจคนฟัง หากแต่อยู่ที่สรรพสำเนียงเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ที่ประกอบขึ้นเป็นเพลง บางขณะก็หลีกล้อ บางขณะก็คลอเคลียซึ่งกันและกัน ระยิบระยับสั่นไหวเหมือนมองแสงที่ตกกระทบบนผิวน้ำ ยิ่งน้ำไหวเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งประกายมากขึ้น
ด้วยตาเปล่า เราคงมองไม่เห็นแสงหรือบรรยากาศที่โอบล้อมรอบตัว แต่มองลำแสงเดียวกันนี้ ขณะส่องผ่านแท่งแก้วสามเหลี่ยม จะพบว่ามีแสงสีอีกมากมายแฝงซ่อนในสิ่งที่เรามองไม่เห็นเป็นสี...
ข้อมูลผลงานและอื่น ๆ ... เว็บไซต์ดนู ฮันตระกูล...
edit @ 2005/10/26 09:08:37
edit @ 2005/10/26 09:10:29
edit @ 2005/11/07 23:08:15
edit @ 2005/11/07 23:09:26