หลังจากหนีไปเขียนเรื่องไร้สาระแก้เบื่อ... กลับมาว่าด้วยสาระของ AF อีกรอบ:) ซีรี่ย์นี้ไม่ยอมจบง่าย ๆ เคยเกริ่นไว้บ้างแล้วเรื่องของ "การมอง" หรือการใช้มุมกล้องนั่นละ แน่นอนว่ารายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์มุ่งหา "ผู้รับสาร" ที่ใช้สายตาเป็นหลัก ต่างจากเวลาที่คุณเปิดวิทยุเพื่อฟังเพลงซึ่งสามารถเงี่ยหูฟังโดยละสายตาไปจดจ่อกับงานอื่นได้
มีคนพูดหรือเขียนมาตั้งแต่อะคาเดมีซีซั่นแรกแล้วว่า รายการนี้ตอบสนองต่อธาตุแท้แห่งมนุษย์ นั่นคือการชอบเป็นพวก "ถ้ำมอง" ชอบแอบดู สอดรู้สอดเห็น ในกิจวัตรของคนอื่น จึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จัดได้ว่าเป็นคำอธิบายเพียงครึ่งเดียว ยังสามารถขยายความต่อให้ชัดยิ่งขึ้นว่า แล้วทำไมคนมันถึงชอบ "ถ้ำมอง" นักวะ ?
ลองพิเคราะห์ภาพพวกนี้ก่อน...

จำได้ไหม นี่คือภาพจากโทรทัศน์วงจรปิดที่ตำรวจนครลอนดอนเผยแพร่หลังเกิดเหตุระเบิดรถไฟใต้ดิน คนในภาพคือผู้ต้องสงสัยก่อนก่อเหตุต่างกรรมต่างวาระ (เข้าใจว่าอาจตายหมดแล้วเนื่องจากเป็นการวางระเบิดพลีชีพ) ใครเป็นแฟนคลับ AF คงเก็บสะสมภาพที่ capture จากรายการนี้ไว้เยอะ เห็นมีโพสต์ตามบอร์ดเยอะไปหมด ลองเปรียบเทียบกันดู เผอิญผู้เขียนเก็บไว้หนึ่งภาพ เหอ เหอ

ข้ามเรื่องตัวบุคคลในภาพไป... (อิอิ) ขอให้เทียบดูลักษณะต่าง ๆ ของภาพเป็นสำคัญ ยิ่งใครมีภาพของฤดูกาลแรก จะยิ่งเห็นชัดกว่านี้ทั้งมุมกล้อง สี ความคมชัด และลักษณะของภาพ ว่าใกล้เคียงกับภาพถ่ายกล้องจาก "กล้องวงจรปิด" ของตำรวจนครลอนดอน (หรือจากกล้องวงจรปิดที่ไหนก็ตาม) อย่างยิ่ง (คลับคล้ายนะครับ... คงไม่เหมือนกับเสียทีเดียว)
กล้องวงจรปิดส่วนใหญ่ติดตั้งอยู่ในที่สูงเหนือหัวคนแบบ "ตานกมอง" (bird-eye view) หลายคนคงเคยเห็นว่าติดอยู่ที่ไหน... ตามห้างสรรพสินค้า ธนาคาร ร้านทองซุปเปอร์มาเก็ต หรือร้านเซเว่นปากซอย ใช่ไหม... มันมีหน้าที่เฉพาะคือคอยเฝ้าระวังลูกค้าขี้ขโมยหรือเป็นหลักฐานเมื่อเกิดโจรกรรม มุมมองหลักในอะคาเดมี่ (ผ่านทางจอทีวี) คือมุมมองแบบ "กล้องวงจรปิด" มิใช่มุมมองแบบในหนังหรือละคอนปกติทั่วไป อาจจะมีบ้างเช่นภาพ portrait หรือภาพคนครึ่งตัว หรือมุมกล้องที่เงยขึ้นจากพื้นบ้าน แต่นั้นเป็นเพียงภาพ insert มิใช่ภาพหลักของเรียลิตี้โชว์รายการนี้ ยิ่งในฤดูการแรกจะยิ่งเห็นชัด
ส่วนสีสันของภาพนั้น ในฤดูกาลแรกแม้ในบ้านจะมีสีต่าง ๆ เช่น แดง น้ำเงิน เหลือง แต่ก็เป็นสีที่ "ขุ่นหมอง" ไม่สดเหมือนเนื้อสีจริง เช่น เป็นแดงขุ่น ๆ แต่ไม่แดงแจ๊ด... แบบสีแดงที่ให้ตามหนังหรือละคอนทั่วไป พูดให้เข้าใจยากไปอีก(: P)คือ ลักษณะสีในบ้านสารินที่เราเห็นทางจอทีวี ถูกเบรกให้ไม่ให้แสดงความสดของมันออกมา ส่งให้สีนั้นเข้าใกล้ลักษณะneutralเป็นสีกลาง ๆ ดูตุ่น ๆ ดูหมอง ๆ จะว่าเขียวก็ใช่ น้ำเงินก็เชิง มันอมเขียวอมน้ำเงิน ไงก็ไม่รุ จะว่าแดงก็ใช่ จะว่าส้มหรือเหลืองก็ใช่อีก มันนัวเนี่ยไงไม่รุ เพราะว่าสายตาคนดูไม่สามารถจำแนก ฟันธงเป็นสีใดสีหนึ่ง เช่น ฟันธง "แดง" หรือ ฟันธง "น้ำเงิน" อย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อโต้แย้งเลย ยิ่งถ้าถูกเบรกหนักขึ้น ก็อาจทำให้ทุกสีกลายเป็นสีเดียว ซึ่งพวกนักเรียนศิลปะมักเรียกว่า "สีเน่า" นั่นแล คนทั่วไปอาจเรียกสีลักษณะนี้ว่า "ซีเปีย" ก็ได้ หากใครเคยเห็นจอมอร์นิเตอร์ของกล้องวงจรปิด ที่รวมอยู่ในห้องคอนโทรลมีจอเล็ก ๆ เรียงเป็นแผง ก็จะพบเห็นสีสันในแบบนี้ ลองดูภาพของตำรวจลอนดอนอีกครั้ง เทียบกับซีซั่นแรกจะใกล้กันมาก
อีกทั้งคุณภาพของเนื้อภาพหรือความคมชัด (ซึ่งควบคู่ไปกับการถ่ายทอดสีสัน) แน่นอนว่าในกล้องวงจรปิดจะมี noise เยอะมาก ภาพจะไม่คมชัดแบบกล้องถ่ายหนังอย่างแน่นอนใน AF ปีแรกจะเห็น noise ที่ว่านี้ชัดมั่กมั่ก ไอ้น๊อยซ์เนี่ยะ... มันทำให้ภาพ (สี) ดูเบลอๆ ขนาดใช้จอทีวีโซนี่สุดหรูแล้วนะ ยังเหมือนดูทีวีในห้องคอนโทรลวงจรปิดของ รปภ.บริษัทเลย... พูดง่าย ๆ คือคุณภาพของภาพเทียบเท่า "ทีวียาม" นั่นเอง 555
นอกจากนี้ คุณเคยเห็นกล้องวงจรปิดที่ไหนบ้าง ซูมเข้าออก แพนกล้องไป ซ้าย-ขวา หรือ ก้ม-เงย เข้าใจว่ามี แต่ก็น้อยมาก กล้องวงจรปิดจะไม่ติดตามตัววัตถุ (หรือคน) เขาจะเดินเข้ามาหรือไปไหนก็ให้หลุดเฟรมไป ไปส่ายกล้องตาม เนื่องจากหน้าที่สำคัญของมันคือเป็น "ยาม" คอยเฝ้า "จุดสำคัญ" ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหยุดนิ่งกับที่ว่ามีใครเฉียดเข้ามาใกล้หรือไม่ มุมภาพ (ต่างจากมุมกล้อง) จึงเป็นภาพมุมกว้าง (long shot) พื้นที่ห้องที่เฝ้าระวังกว้างแค่ไหนก็ปรับมุมกล้องกว้างเท่านั้น พอให้จับภาพได้ทั้งหมด แล้วตั้งนิ่งไว้เฉย ๆ แช่ภาพไว้ตลอด นี่ก็เป็นลักษณะสำคัญของภาพในรายการ AF ภาคแรกจะเห็นไอ้การหลุดกรอบเฟรมเป็นระยะ อาจมีการแพนหรือซูมแต่ก็น้อยมาก แต่ในปีสองนี้ ทั้งแพนทั้งซูมจนคนดูรู้สึกได้
ฉะนั้น ลักษณะภาพที่ปรากฎบนจอทีวีจะต่างจากละคอนทั่วไป ใครเคยดูเดอะสตาร์ปีสองจะเห็นได้ชัดว่า ภาพของเดอะสตาร์นั้นต่างจาก AF ปีแรก ภาพของเดอะสตาร์ดูคมชัด มีการแพนการซูม แถมยังการตัดต่อให้กระชับฉับไว้ ภาพไหนแช่กล้องหรือนิ่งอยู่นาน ๆ ไม่มีอะไรใหม่ ก็ตัดภาพเสีย ภาพในรายการเดอะสตาร์ (ไม่ใช่วันออกคอนเสิร์ท) จึงไม่ต่างอันใดกับภาพในละคอนหรือรายการสารคดี
ขณะที่ AF ปีสองนั้น แม้จะคงลักษณะเดิมจากปีแรก แต่ก็ปรับให้ dramatize มากขึ้น อย่าลืมที่ผู้เขียนเขียนไว้ในโพสต์ก่อน เด็กรุ่นนี้หน้าตาดี ก็จำต้องนำเสนอภาพพวกเขาอย่างคมชัดกว่าเดิมลบน๊อยซ์อออกไปให้เยอะที่สุด สร้างให้ภาพมีสีสันมากขึ้น แถมยังลงทุนแต่งบ้านหมดไปมากโข ซึ่งสปอนเซอร์ที่ไปขอให้เขามาช่วย คงอยากให้สินค้าหรือโลโก้ ของตัวเองออกอากาศอย่างแจ่มชัด สีสันถูกต้องสมจริงมากที่สุด ไม่ใช่เสื้อไนกี้สีสดใสราคาขายเหยียบพัน แต่ภาพออกมาสีตุ่น ๆเทา ๆก็ขายไม่ออกกันพอดี... ส่วนไอ้ที่เคยเป็นภาพกว้าง ๆ เห็นคนเป็นกลุ่ม ก็ขอเน้นด้วยการซูมภาพไปที่ตัวบุคคลมากขึ้น ก็น้อง ๆ เขาหน้าตาดี ๆ ทั้งนั้น กล้องที่เคยอยู่สูงต้องลดระดับลง ให้ดูใกล้ชิดกับวัตถุ (นักล่าผัน)มากขึ้น ขอดูหน้าให้ชัด ๆ หน่อยดิ ...
เมื่อปัจจัยทางเทคนิคกับปัจจัยทางเนื้อหาสอดรับกันพอดี ทำให้รายการในปีนี้ถึงโด่งดังโคตร แม้ว่ารูปแบบรายการหลักจะไม่ต่างจากปีแรกเลย เพราะไอ้ความสอดคล้องของสองปัจจัยดังกล่าว ได้สร้างลักษณะจำเพาะของ AF ในปีที่สอง ที่ปีแรกไม่อาจเหมือน ขณะเดียวกันปีแรกก็มีลักษณะจำเพาะของตัวเอง ซึ่งปีสองไม่เหมือนเช่นกัน (อ่าน "ครูเป็ด มนต์ชีพ" ได้ในโพสต์ก่อนหน้า) ลักษณะจำเพาะนี่ละที่ติดตราตรึงใจผู้ชมจนเป็นตัวบอกว่าfever แค่ไหน ในฤดูกาลหน้า แน่นอนว่าย่อมต้องเกิดลักษณะจำเพาะที่ต่างจากสองปีแรกเช่นกัน ต้องรอดู...
อ้อ... แต่ต้องบอกว่าในปีสองนี้ รายการได้นำคุณลักษณะหนึ่งมาใช้อย่างได้ผล วิธีการถ่ายภาพแบบ "แช่กล้อง" นั่นไง จำได้ไหม... ที่ผู้เขียนเคยเล่าว่ารายการปีนี้ดูเหมือน "ภาพนิ่ง" ไงก็ไม่ทราบ บางช่วงเปิดไปเจอแต่เด็ก ซ้อม ซ้อม ซ้อม ร้องเพลงทั้งวันทั้งคืน... จนต้องกดรีโมทเปลี่ยนช่อง เป็นการแช่ภาพนิ่งบนสีสันที่สดใส ภาพคมชัด ในแฟนคลับทั้งหลายได้ชื่นใจกันนาน ๆ
บางคนอ่านโต้แย้งสิ่งที่เขียนมาทั้งหมดว่า โห...อธิบายเสียยืดยาว มันก็แค่ UBC เข้าลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม ซื้อกล้องที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ก็แค่เนี่ยะ... มาวิเคราะห์อะไรเสียยืดยาว ผู้เขียนขออธิบายว่า สิ่งที่เขียนมาทั้งหมด(entry นี้เท่านั้นนะ) เป็นการวิเคราะห์เฉพาะตัว "เนื้อสาร" ที่ทาง UBC ส่งออกมาถึงผู้รับสาร (ผู้เขียน) เท่านั้น แล้วสารที่ส่งมาก็คือภาพและเสียงอันปรากฎอยู่บนหน้าจอทีวีช่อง UBC 16 ตลอดทั้ง 12 สัปดาห์ นั่นละ ซึ่งไม่ได้บอกเลยว่าลงทุนซื้อกล้องใหม่ การวิเคราะหฺของผู้เขียนจึง "เคร่งครัด" เฉพาะบน "เนื้อสาร" ที่ปรากฎเท่านั้น ผู้ผลิตรายการจะทำอะไร จะมีเบื้องหลังอย่างไรตอนคัดตัวให้เหลือ 12 คน มีการต่อรองจะเอาคนนี้ไว้ เอาคนนี้ออกอย่างไรนั้น ไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "เนื้อสาร" ที่จะต้องนำมาวิเคราะห์
มีคนเค้าเรียกทฤษฎีนี้ว่า the Death of the Author อธิบายแบบรวบรัดได้ว่า เมื่อวรรณกรรมเล่มหนึ่ง (หรืออาจเป็นงานศิลปะอื่น) ตีพิมพ์เผยแพร่ ผู้วิจารณ์สมควรจะวิจารณ์เฉพาะตัวเนื้อหาหรือ text อันปรากฎในเล่มเท่านั้น เพราะเชื่อว่าวรรณกรรมทั้งเล่มนั้น ผู้ประพันธ์ได้ทำการ encode หรือ "เข้ารหัส" ไว้ ผู้วิจารณ์มีหน้าที่ decode หรือ "ถอดรหัส" ชิ้นงานของผู้เขียน ส่วนที่ว่าใครหรือแม้แต่ตัวผู้ประพันธ์เอง จะมาบอกว่าหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพราะมีแรงบันดาลใจ... มีเบื้องหลัง... หรือคนเขียนมีเจตนา.... สิ่งเหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการวิจารณ์ เพราะถือว่า "ผู้ประพันธ์ได้ตายไปแล้ว" คำวิจารณ์ต่อ AF ของผู้เขียนตั้งอยู่บนสมมุติฐานนี้เช่นกัน
อธิบายเสียยืดยาวว่า AF เป็นการนำเสนอภาพแบบ "กล้องวงจรปิด" แต่ยังไม่ได้โยงเพื่ออธิบายคำถามที่ตั้งไว้ข้างต้นเลยว่า แล้วทำไมคนมันถึงชอบ "ถ้ำมอง" นักวะ ?อยากจะตอบ... แต่ยาวเกินไปแล้ว ขอพักไว้ก่อน อ่านตอนหน้าก็แล้วกัน... 555