ค้างคาจากตอนก่อนหน้านะครับ... ยังจำเรื่อง "ถ้ำมอง" ซึ่งเปิดประเด็นไว้ก่อนหน้าได้ไหม (ตอนที่ 5) ซึ่งทุกคนมักจะได้ยินสื่อมวลชนไทยอธิบายกระแสนิยมของเรียลิตี้ว่า เพราะมนุษย์ชอบถ้ำมอง แต่ผู้เขียนได้หักลบคำอธิบายเช่นนี้ไปแล้วในตอน 6 แต่ต้องขอขยายความอีกครั้งเพื่อนำไปสู่ประเด็นที่ยอกย้อนยิ่งกว่าเก่า (อย่างเพิ่งปวดหัวไปเสียก่อน สงสัยตรงไหนก็ถามมาจะอธิบายเพิ่มเติมให้กระจ่าง)
เรามีฐานความคิดร่วมกันแล้วว่า "การจ้องมองคือการใช้อำนาจ" แต่มิใช่ว่าการจ้องมองทุกกาละเทศะจะใช่เสมอไป เราจ้องคนอื่น คนถูกจ้องก็รู้สึกว่าตนถูกจ้อง ถ้าคนถูกจ้องเป็นผู้น้อยด้อย passive กว่า คงต้องฉากหนีไป แต่คิดว่าแน่ก็ต้องปฏิกิริยาสนองตอบว่า "มองหน้าหาเรื่องหรือวะ" นั่นคือทั้งสองฝ่ายต้องอยู่บน space หรือ "ระนาบ" เดียวกัน
หากแต่ "ถ้ำมอง" นั้นเป็นคนละเรื่อง นึกถึงตอนแอบดูผู้หญิงแก้ผ้าอาจน้ำซิ (ถ้าไม่เคยก็ใช้จินตนาการแล้วกัน... เหมือนผู้เขียน :๐ ) คนถ้ำมองแม้ว่าจะมองเห็น แต่ทว่ากลับต้องซ่อนร่างกายของตนเอง มิให้ผู้อื่น (ที่มิใช่หญิงที่ถูกถ้ำมอง) แลเห็นอย่างเด็ดขาด หากคิดจะแอบดูผู้หญิงแก้ผ้าอาบน้ำก็ต้องระวังอย่าให้คนอื่นจับได้ใช่ไหม... เว้นแต่ผู้ร่วมอุดมการณ์มนุษย์ถ้ำเท่านั้น ถึงจะเปิดให้ร่วมจ้องมองอะไรขาว ๆ แบบ collective ได้ :D เพราะหากเกิดพลาดความแตกขึ้นมา ต้องอับอายขายขี้หน้าชาวบ้าน แถมถูกหาว่าเป็นไอ้โรคจิตอีกต่างหาก ทั้งที่มันก็อยากแอบดูกันทั้งนั้น แต่เรากล้ากว่าว่ะ... ใช่ไหม อิอิ
แล้วอย่างนี้จะเป็นการแสดงถึงอำนาจได้อย่างไรกัน... เพราะมันเป็นการจ้องมองที่คนจ้องรู้สึก guilty ว่าตัวเขานั้น กำลังละเมิดบรรทัดฐานบางประการของสังคม ในกรณีแอบดูเขาแก้ผ้านั่นก็ variation กันไปหลายบรรทัดฐาน ตั้งแต่ ผิดศีลธรรม, ล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น, ไม่ใช่ลูกผู้ชายอกสามศอก ฯลฯ
ดังนั้น การที่ผู้คนหลงใหลวัน ๆ นั่งจับเจ่าหน้าจอโทรทัศน์ เฝ้าดู Academy Fastasia หาได้ใช่การส่อสันดานดิบ "ถ้ำมอง" ไม่ หากแต่เป็นสันดานดิบอีกด้านหนึ่งที่ว่า มนุษย์เป็นผู้ชอบใช้อำนาจ ("การใช้อำนาจเป็นธรรมชาติของมนุษย์ :๐) ซึ่งแสดงผ่านการใช้สายตาแบบ monitoring gaze ต่างหาก
ผู้ชมสามารถดู AF ได้ตลอด 24 ชม. โดยไม่ต้องหลบซ่อนหรือแอบเร้น ในบ้านสามารถนั่งล้อมวงดูกันทั้งครอบครัวได้ ต่างจากดูหนังสือโป๊ที่ต้องแอบเอาไปดูในห้องนอน พอมืดหมดแล้วก็เอาไฟฉายมาส่อง... (ผู้ชายทุกคนน่าจะคุ้นเคยดีนะ) ในที่ทำงานก็ดูได้ทั้งชายหญิง รวมทั้งเจ้านาย... ถ้าเขาไม่ด่าเสียก่อน... การดู AF เป็นกิจกรรมที่เกิดในสาธารณะอย่างชัดแจ้ง ไม่ต้องซุ่มซ้อนไปแอบดูเขาว่า เออ...ในบ้านสาริน น้องลูกตาล น้องบอย น้องออฟ ฯลฯ มีพฤติกรรมอย่างไร นิสัยแย่ไหน เป็นเกย์หรือเปล่า ใครกุ๊กกิ๊กกะใคร ต่างจาก "แอบดูสาวข้างบ้าน" อย่างตรงกันข้าม อย่าว่าแต่แอบดูเขาอาบน้ำเลย แค่แอบดูว่าเขาใช้ชีวิตประจำวันหรือมีพฤติกรรมอย่างไร เราก็ "ต้องแอบ" แล้ว เพราะเรา guilty ในใจนั่นเอง
นั่นคือประเด็นแรกซึ่ง "ถอดรหัส" จากฝ่ายผู้ชม หากยังสมทบด้วยเงื่อนไขของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 12 คนอีกด้วย... ลองดูภาพผู้ก่อเหตุระเบิดลอนดอนอีกครั้ง

บนรถโดยสาร... เขาคนนี้รู้ตัวหรือไม่ว่ามีกล้องวงจรปิด? ลองคิดซิว่าบนรถบัสเราสามารถซ่อนกล้องได้ไหม?

เขาจะรู้ไหมว่ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เฝ้ามองและจับภาพไว้ได้เป็นหลักฐาน?

มุมนี้... ตาคนนี้เดินมาเขาน่าจะเห็นว่ามีกล้องวงจรปิดใช่ไหม ธรรมเนียมของการติดกล้องวงจรปิด ไม่ซ่อนกล้องใช่ไหม? ถ้าเขาเห็น... ทำไมไม่หันหลังกลับ... ไม่กลัวหรือว่าจะถูกจับได้?
"ระเบิดพลีชีพ" คือคำตอบสุดท้าย... พวกเขาไม่กลัวหรอก เพราะกว่าตำรวจจะรู้ตัวผู้ต้องหา ภาระกิจทั้งหมดก็ลุล่วงไปแล้ว กว่าจะตกเป็นผู้ต้องหาก็เมื่อเขาตายไปแล้วนั่นเอง เผลอ ๆ อาจมีผู้ก่อการเหล่านี้โบกมือล้อเล่นกับกล้องก็ได้ !!! ใครจะรู้...
น่าตลกไหมว่าเมื่อเกิดเหตุระเบิดหรือการก่อการร้ายครั้งสำคัญในเมืองฝรั่ง หลังเหตุไม่นานวันนัก มักจะมีการตีพิมพ์เผยแพร่รู้ผู้ก่อการ ในช่วงเสี้ยวเวลาก่อนเกิดเหตุ ดังเช่นกรณีระเบิดรถไฟใต้ดินลอนดอน เป็นต้น แสดงว่าทางตำรวจวางกล้องวงจรปิดไว้เกือบทั่วทุกมุมเมือง ในใจกลางเมืองอันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ต้องดูเจ้าหน้าที่รัฐ monitoring gaze อย่างหนักหนาขนาดไหน? เมื่อเกิดเหตุที่จุดไหนสามารถเรียกภาพที่บันทึกไว้มาดูได้ทันที
สำหรับผู้เขียนแล้วเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากว่า ทางการของอังกฤษสามารถจับอิริยาบทของคนร้ายได้อย่างละเอียดยิ่ง นับแต่นัดมาเจอกันที่หัวมุมถนน แล้วแยกย้ายไปปฏิบัติงาน ทุกขั้นตอนโดน "จับตามอง" ไว้หมด แต่ทว่า ก็ทำอะไรไม่ได้เลย... มาฉลาดรู้เอาหลังเกิดเหตุว่าไอ้หมอนี่มันเป็นคนทำ...
เมื่อจะพลีชีพแล้ว กลัวทำไมกับเรื่องแค่นี้ จริงไหม... "อยากจะเห็น อยากจะเฝ้าจับตาก็ช่างหัวมัน..." เชื่อว่านี่คือวิธีคิดที่ไม่ต่างจากนักล่าฝันทั้ง 12 คน เท่าไหร่นัก
ทั่วทุกบริเวณในบ้านสาริน เด็กทุกคนพร้อมให้คนทางบ้านเฝ้ามอง ทุกกิริยาอาการ ทุกสถานที่ (เว้นแต่ใต้ผ้าห่มกับห้องส้วมเท่านั้นมั้ง... เพราะไม่ได้ติดกล้องไว้) พวกเขาตระหนักว่ากำลังตกเป็นวัตถุของการจ้องมองอยู่ และภาคภูมิใจที่ "ถูกกระทำด้วยอำนาจแห่งการจ้องมอง" อย่างยิ่ง ทุกคนอยากจะให้ผู้ชมเฝ้ามองตัวเองอย่างหลงใหล เพราะนั่นอาจส่งให้แต่ละคนได้รับคะแนนโหวต ใครสร้างความชื่นชอบให้ผู้ชมจ้องมองได้เหนือกว่าใคร ถือเป็นเงื่อนไขในการบรรลุความสำเร็จของเกมโชว์ AF
คงเหมือนกับสาวสวยที่ภูมิใจในตัวเอง ใส่กระโปรงสั้น ใส่เสื้อตัวเล็กเข้ารูป แสดงให้เห็นรูปโฉมโนมเนื้ออย่างไม่หวงแต่อย่างใด ย่อมเรียกสายตาจากผู้อื่นไม่ว่าหญิงหรือชายให้ "จ้องมอง" ตัวเขา การตกเป็นเป้าหมายของการจ้องมองถือเป็นความสำเร็จ นั่นถือเป็นคอนเซ็ปต์ของบุคคลบางกลุ่ม อาทิเช่น นักแสดง นักร้อง นาง-นายแบบ ฯลฯ ใช่ไหมเล่า
ตกลงว่าเกิดอะไรกันแน่ละ... ในฐานะผู้ชมซึ่งเฝ้าดูเด็กในบ้านสาริน กำลังเติมเต็มการใช้อำนาจให้ตนเองผ่านการจ้องแบบ monitoring gaze แต่ฝ่ายเด็กในบ้านกลับนิยมชื่นชอบ อยากให้ตัวเองเป็น object ที่ทุกคนต้องมอง ระหว่าง -ผู้เฝ้ามอง/ผู้ถูกมอง- ใครมันใช้อำนาจกับใครกันแน่?
โลกปัจจุบันช่างสับสน ซับซ้อน และยอกย้อนเสียเหลือเกิน