จั่วหัวเช่นนี้ มิได้หมายความว่าจะแนะนำวิธีชงหรือร้านกาแฟเจ๋ง ๆ แต่ประการใด กาแฟดำในที่นี้คือพ่อปราบดา หรือที่บรรดานักข่าวขนานนามว่า "โป๊งเหน่ง"อิอิ^_^ "สุทธิชัย หยุ่น" คนนี้นี่เอง... ข้อเขียนของเขาในกรุงเทพธุรกิจ 28 พ.ย.-1 ธ.ค. นอกจากจะชน "เสี่ยสื่อ" (สำนวนของเซี่ยงเส้าหลง)ด้วยกันแล้ว ยังสื่อนัยยะถึง "ขาลง" ของสนธิด้วย...กระมั้ง? มีคนเขาบอกว่าการเมืองทุกวันนี้ถูกทำให้เป็น "มหรสพ" ไปเรียบร้อยแล้ว ประชาชนคือคนได้ตั๋วชมมหรสพการเมืองแต่ละวิกต่างก็มีจุดขายเรียกคนดูต่างกันไป
เผอิญว่า "เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร" สัปดาห์นี่งด... หลายคนอาจจะเหงา (รวมทั้งผุ้เขียนด้วย 555) เลยมารีวิวงานเขียนของกาแฟดำ เฉพาะประเด็นที่ถูกใจข้าพเจ้า :) มาให้อ่านกัน :
ถามว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเพิ่งกระทำเช่นนี้ต่อสื่อที่ทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่?
ตอบว่าไม่ใช่ เพราะประวัติการคุกคามสื่อของรัฐบาลทักษิณเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เข้ามามีอำนาจ...และเกิดขึ้นอย่างรุนแรงแม้ในช่วงที่ทักษิณกับสนธิเป็นพันธมิตรกันอย่าง เหนียวแน่น
เพราะก่อนหน้านี้คนทำสื่ออย่างซื่อสัตย์ต่อจริยธรรมถูกคุกคาม, กลั่นแกล้ง, ฟ้องร้องและขู่เข็ญโดยคนของรัฐบาลทักษิณมาตลอด และพวกเขาก็กัดฟันอดทนต่อสู้อย่างทรหดทั้งด้วยตนเอง, สื่อที่มีอุดมการณ์ร่วมกันและทั้งด้วยแรงสนับสนุนจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือ พิมพ์และสภาหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
พูดให้ชัดกว่านั้นก็คือ ในช่วงของประวัติศาสตร์เมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้เอง ขณะที่ทักษิณหยียบย่ำทำลายคนทำสื่อที่ทำหน้าที่ตนอย่างสัตย์ซื่อนั้น, สื่ออีกบางคนก็แสดงตนเป็นผู้หนุนเนื่องฐานอำนาจอันกว้างใหญ่ไพศาลของทักษิณใ นรูปแบบต่างๆ ที่ชัดเจนจะแจ้งโดยไม่ต้องตีความแต่อย่างไร
พูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือว่า การต่อสู้ของสื่อที่เป็นอิสระกับอำนาจป่าเถื่อนของรัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินมายาวนาน, ต่อเนื่องและมีประวัติศาสตร์ทุกวรรคตอนที่ตรวจสอบย้อนหลังได้...ไม่ได้เกิดข ึ้นหรือจะจบลงตรงที่สนธิกับทักษิณเกิดความบาดหมางกันด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที
ดังนั้น ชาวประชาที่ยืนอยู่กลางแจ้งมาตลอดอย่างพวกเรา จะต้องมอง "ปรากฏการณ์สนธิที่สวนลุมฯ" อย่างรอบด้านและเข้าใจ และตั้งคำถามให้ตรงประเด็น
จาก ฝันร้ายของชาวประชา...หากสนธิ "เกี๊ยะเซี้ยะ" ทักษิณ> วันที่ 1 ธ.ค.
เขาบอกว่า ถ้าเขาหลับไปห้าปี เพิ่งตื่นขึ้นมาวันนี้ จะตกใจอย่างยิ่งว่าทักษิณ ชินวัตร กับสนธิ ลิ้มทองกุล จะก่อศึกกันได้ดุเดือดถึงขนาดนี้
เพราะก่อนเขาหลับ ทุกอย่างเป็นไปอีกทางหนึ่ง มิตรภาพอันลุ่มลึกกลายเป็นการปะดาบกันได้เพียงนี้อย่างไร
ประเด็นจริงๆ คืออะไรกันแน่? เขาถาม...และขอให้เขียน "คู่มือ" การติดตามข่าวช่วงนี้ในฐานะคนที่ไม่ได้เข้าในสมรภูมิ แต่เป็น "นักข่าวสงคราม" หรือ "war correspondent" หน่อย
จาก 10 "อย่า" สำหรับติดตาม ข่าวสงครามทักษิณ-สนธิ > วันที่ 30 พ.ย. (ชอบมากกกก)
คนทำสื่ออาชีพปกติจะรักษา ระยะห่าง ระหว่างตนกับแหล่งข่าวหรือผู้ตกเป็นข่าว เพื่อให้สาธารณชนเกิดความเชื่อถือในสิ่งที่ตนอ่านหรือดูหรือฟัง
แต่คนทำ militant journalism จะเข้าประดาบให้เลือดเดือดและถึงขั้นใช้ดาบปลายปืนเข้าประหัตประหาร เพราะเชื่อว่านี่เป็นภารกิจที่ตนจะต้องทำให้ได้เพื่อไม่กลายเป็นเหยื่อของศั ตรูผู้มีอำนาจล้นเหลือ
สำหรับ ผู้คนปกติ อย่างเราในฐานะประชาชนและคนทำสื่ออาชีพ ความเห็นสอดคล้องคือการต่อสู้กับการลิดรอนเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น และการร่วมกันคัดค้านการฉ้อฉลโกงกินบ้านเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ
นอกเหนือจากนั้น, คู่สงครามมิอาจเรียกร้องให้คนอื่นอย่างพวกเราต้อง เลือกข้าง ในสมรภูมิแห่งนี้เพราะเรามิอาจคาดการณ์ได้ว่าต่างฝ่ายต่างจะพลิกผันกลยุทธ์ ไปทางใด และจะควักเอาอาวุธร้ายแรงอันใดออกมาใช้ห้ำหั่นกันและกันอย่างไร
เพราะเราไม่พร้อมที่จะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจับเราเป็น ตัวประกัน ในภาวะของการเผชิญหน้าเช่นนี้
จากมีปรากฏการณ์ทักษิณ จึงมีปรากฏการณ์สนธิ > วันที่ 29 พ.ย.
ข้อกล่าวหาของคุณสนธิ ต่อคุณทักษิณ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการใช้อิทธิพลการเมืองของตน เพื่อขจัดคนที่ไม่เห็นด้วยกับตน และลิดรอนเสรีภาพแห่งการรับรู้ข่าวสารของประชาชนนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนไทยส่วนใหญ่ได้รับรู้ผ่าน "ปรากฏการณ์" ต่างๆ มาแล้ว
แต่ปรากฏการณ์ "แฉโพย, ลากไส้" ของคุณสนธิขณะนี้ มีภาพของ "ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่" และมาในจังหวะที่ความเอือมระอา, หมั่นไส้, สะอิดสะเอียนต่ออำนาจเบ็ดเสร็จของคนคนเดียวมาถึงจุดที่อดรนทนไม่ได้
จากคนรอบข้างกับความเป็นจริง > วันที่ 28 พ.ย.
สรุป คงต้องตบท้ายสำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวการเมืองอย่างต่อเนื่อง ย้อนไปประมาณปี 2545 ช่วงต้นของรัฐบาลทักษิณ ป.ป.ง. ได้เข้าตรวจสอบสถานะการเงินของสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งแบบลับ ๆ ไม่ให้เจ้าตัวรู้ ทั้งที่เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ คนที่โดนกลั่นแกล้งก็คือ สุทธิชัย หยุ่น รวมทั้งครอบครับ (ปราบดาก็ด้วย) และอีกหลายคนจากค่ายเนชั่น รวมทั้ง เปลว สีเงิน ของไทยโพสต์ (นายเก่าผู้เขียน)
ณ เวลานั้น สนธิยังคงเป็น "กัลยณมิตร" แน่นแฟ้นกับทักษิณอย่างยิ่ง แม้แต่ตดแม้วก็หอม ที่ยังติดหูติดตาผู้เขียนคือในรายการของเขา (ที่เพิ่งโดนปลดจากช่อง 9 นั่นละ) ได้ชื่นชมความคิดของนายกฯที่จะซื้อหุ้นลิเวอร์พูล สนธิบอกว่า "ซื้อหุ้นลิเวอร์พูลจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย" ทั้งที่คนอื่นด่ากันขรมกับความคิดงี่เง่าเบาปัญญาเช่นนี้ สร้างข่าวเสียใหญ่โต สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน... แต่สนธิยังดันหยิบเอาไปวิเคราะห์ในรายการของตัวเอง เป็นคุ้งเป็นแคว... แถมยังเชียร์ให้ซื้อเสียอีก... ทั้งที่มันก็แค่การปล่อยข่าว หวังเพียงแค่ดับกระแสฝ่ายค้านที่กำลังอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น (ทำไมตอนนั้นไม่ยักรู้ทัน... ฉลาดหรือเปล่าเนี่ยะ)
พูดง่าย ๆ คือ ตอนเป็นพวกเดียวกับเขาก็เชียร์ก็ปั้น ยกย่องเสียเป็นเทวดา ใครแตะต้องทักษิณเป็นต้องโดนด่า แต่พอวันนี้ไม่เอาเขาแล้ว ก็ไล่เหมือนหมูเหมือนหมา
เฮ้ย... กาแฟดำ คุณก็โดนไม่น้อยกว่าสนธิเลยนิ ทำไมไม่เอาอย่างเขาบ้าง ไม่มาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของสื่อบ้าง ไม่แสดงความรักชาติบ้านเมืองเหมือนเขาบ้าง ไม่รักในหลวงเหมือนเขาหรือ ไปมุดอยู่สถานีเล็ก ๆ ทำไม ออกมาสัญจรกะเขาบ้างซิ เรียกคนมาสักแสนสองแสนหรือสักล้าน (มีอยู่แล้วหนึ่งล้าน ฮา) จบดีก่า...