book

ช่วงนี้ผมหยิบ "อนิจลักษณะของสังคมไทย" ของ "รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์" อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มาอ่านอีกครั้ง หลังจากที่ได้อ่านมาแล้วหลายรอบ ยิ่งอ่านซ้ำในบางบทที่ชื่นชอบ ยิ่งทำให้พินิจรายละเอียดซึ่งซ่อนแทรกระหว่างตัวหนังสือได้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึุกอิ่มขึ้น ๆ ในทันทีทันใด



อ.รังสรรค์ใช้ "เศรษฐศาสตร์" ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา (ก็รู้ ๆ กันอยู่นะว่ามันเรียนยากขนาดไหน ^-^ ) ที่พวกเราคิดว่าเป็นศาสตร์อันใหญ่โตโอฬาร ว่าด้วยมหภาค จุลภาค ตลาดทุน ตลาดเงิน งบประมาณ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ฯลฯ มามองชีวิตของคนตัวเล็ก ๆ ที่อาจเดินสวนกับเราบนท้องถนน ฉายภาพให้เห็นว่าชีวิตของ "แป๊ะตง" "ยายจันทร์" หรือ "บุญหลาย" ที่ต้องปากกัดตีนถีบ หาเช้ากินต่ำ อาบเหงื่อต่างน้ำ (มีอะไรอีกบ้างเนี่ยะ...สำนวนพวกนี้...) ว่ามิได้ี่เป็นไปตามยถากรรม หรือพรหมลิขิต หรือว่าพระเจ้าลงโทษแต่อย่างใด


หากแต่เกิดจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลของรัฐไทย ขณะที่ระเริงกันความร่ำรวย ในธุรกิจเก่งกำไรอย่างตลาดหุ้นหรือค้าที่ดิน (จนต่อมาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่เรียกว่า "ฟองสบู่" ไง) ส่งผลให้คนตัวเล็กตัวน้อย หอบเมียหอบลูก มานอนข้างถนน มาวิ่งหนีเทศกิจในกทม. ฯลฯ


นอกจากนี้ งานเขียนในเล่มนี้ส่วนนี้มีลักษณะแบบ "เสียดสี" แสดงให้เห็นอารมณ์ขันแบบ "ปัญญาชน" ของคนเขียนเอง ซึ่งหลายคนอ่านแล้วอาจไม่ตลกเลย เพราะมันเป็น "ตลกร้าย" นั่นเอง... ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ตึกถล่มที่โคราช อ้อยบี.เอ็ม. หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ ฯลฯ


อะนะ... ไม่รู้ว่าหลายคนเกิดทันยุคนั้นหรือเปล่า : ) ก็เพราะหนังสือเล่มนี้ได้ัรวบรวมงานเขียนในช่วง 2534 -2537 ถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยงหัวต่อที่สำคัญของเมืองไทย เพราะเป็นช่วงยุค รสช. ต่อมาถึงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ใครสนใจใคร่รู้สภาพสังคมไทยช่วงนั้น เล่มนี้ละครับ... รับประกันไม่ผิดหวังแน่นอน แต่อาจจะหาหนังสือยากหน่อย เพราะฉบับของผมนั้น ในใบรองปกบอกว่าพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ย.2538 สิบปีมาแล้ว... ช่างไวเหมือนโกหก... อุอุ (แก่แล้วซิเรา)



เอาละ... มาว่าด้วยความเห็นของผมบ้าง มิได้อาจหาญชำแหละหรอกครับ เพียงแต่ด้วย "แว่นตา" ที่อ.รังสรรค์ใช้มองนั้น อาจเป็นของฝ่ายซ้าย ทำให้มนุษย์ที่กล่าวถึงในหนังสือ เป็น "เหยื่อ" ของระบบหรือโครงสร้างเศรษฐกิจไปเสียทั้งหมด รวมทั้งตัวอาจารย์เองด้วย ที่ไม่อาจหลุดพ้นระบบที่อยุติธรรมตรงนี้ ทำให้คิดว่้า ทำไมหนอ... มนุษย์ตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้ ช่าง passive จริง สิ้นไร้อำนาจ ไร้ศักยภาพที่จะตอบโต้ ้ต่อรองกับโครงสร้างอันห่วย ๆ นี้เลยหรือ?


ความเห็นตรงนี้เป็นเพราะผมกำลังใส่ "แว่นตา" คนละอัน หรือใช้ทฤษฎีคนละชุด ในการพิเคราะห์ปรากฎการณ์ตะหาก... ไม่ได้ว่าว่าอ.ผิดหรอกนะครับ ต่างคนก็ต่างมุมมองกัน แต่ข้อวิจารณ์ของผมตรงนี้ ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของหนังสือเล่มนี้เลย อย่างที่บอกไปแล้ว ยิ่งอ่านก็ยิ่งอิ่ม และยังแนะนำให้คนอื่น ๆ อ่านต่ออีกด้วย ใครที่อยากเข้าใจแนวคิดอ.รังสรรค์หรือสนใจจะศึกษาเข้าใจ "เศรษฐศาสตร์" แล้วละก็ ขอแนะนำว่า... ไม่ผิดหวัง... (เอ...ชักจะกลายเป็นเซลแมนไปแล้วเรา )

หมายเหตุ พอดีเสิร์ชเจอบทความของ อ.ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์หนุ่มไฟแรงสำนักเดียวกะ อ.รังสรรค์ อ.ปกป้องก็บอกว่าประทับใจหนังสือเล่มนี้เช่นกัน แถมยังเป็นโรงบันดาลใจให้ศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์อีกด้วย ดีใจจัง...

********

edit @ 2005/06/25 12:26:31

การปิดตัวของ a day weekly กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ถกเถียงกัน hot เสียจริง แม้แต่ในบล๊อกวัยทีนแห่งนี้...ก็ไม่เว้น น่าอิจฉาคนทำนะ... ที่สร้างหนังสือให้อยู่ในใจของคนอ่านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุค "ดอทคอม" สมัยนี้... ไม่มีทางหรอกครับที่หนังสือจะตาย ดูพวกงาน "บุ๊คแฟร์" สิ... เบ่งบานยังกะดอกเห็ด ควักเงินในกระเป๋าเราไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ (ซื้อมาตุนไว้ก็ยังอ่านไม่หมด อิอิ)

เข้าเรื่องกันต่อ...

มาถึงวันนี้ "ตัวละคอน" ออกโรงมาครบแล้วนะครับทั้ง วงศ์ทนง (บก.อำนวยการ-เรียกตรง ๆ ก็ "นายทุน" นั้นละ) ทั้ง อธิคม (บก.บริหาร-หรือ "คนทำหนังสือ" ) ปะทะกับคนละหมัด ไม่รู้ว่าจะมียกสอง... ยกสาม... มาให้ดูกันหรือป่าวนะ...อิอิ คอซาดิสชอบจัง...

ผมติดใจบางประเด็นที่วงศ์ทนงพูดถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ โค้ดบางส่วนมาให้อ่านกันนะครับ

0มองจากกระแสการตอบรับแล้วหนังสือน่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง?


ทีแรกเราก็คาดหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะก่อนจะทำ a day weekly
ไม่ใช่ว่าเรานึกอยากทำก็ลุกขึ้นมาทำเลย แต่เรามีการวางแผน ทำข้อมูล
รีเสิร์ชกันอย่างรอบคอบ ทีนี้ตามแผน
ยอดจำหน่ายที่ตั้งไว้ถ้าไม่ไปสะดุดเสียก่อน คงอยู่ได้อีกยาวนานเลย

พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำวิจัยการตลาดกันมาก่อนแล้ว ผู้บริโภคตอนนี้เป็นไง... อะไรที่ผู้บริโภคต้องการ... เรื่องนี้คงต้องไปถามพวกจบ MBA เขานะ... แต่เข้าใจว่า ไอ้ที่ลงทุนทำรูปเล่มอาร์ตมัน ภาพสีสี่ ก็คงมาจากรีเสิร์ทตรงนี้ละ...

ขณะที่ทางฝ่ายอธิคมก็อธิบายถึงตัวเองได้อย่างน่าสนใจ กับการเริ่มต้นทำหนังสือฉบับนี้ว่า

 ก่อนที่นิตยสาร a day weekly จะปรากฏตัวบนแผงฉบับแรก
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2547 ผมและทีมงานใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน
เพื่อเตรียมทำนิตยสาร
วิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ซึ่งไม่มีโครงสร้างองค์กรที่มีลักษณะขององค์กรข่าวรองรับ
เฉกเช่นขนบทั่วไปของการทำนิตยสารประเภทนี้
ซึ่งมักจะมีทรัพยากรข่าวเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้ว

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา
เพราะถือเป็นข้อตกลงในการทำงานที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
สิ่งที่เราต้องเรียกร้องจากตัวเองให้มากคือการทำงานหนักและสร้างทีม
ให้เดินไปสู่ธงอันเดียวกัน
ผมและทีมงานระดับซีเนียร์จำเป็นต้องใช้เครือข่ายความสัมพันธ์เดิม
ในนามของพี่น้องมิตรสหาย ทั้งในแวดวงข่าว
และคนทำหนังสือเขียนหนังสือเป็นต้นทุนหลัก ขณะที่ทีมงานชุดใหม่ใช้ 'หัวใจ'
เป็นต้นทุนในการทำงานที่หนักกว่ามาตรฐานทั่วไป
พูดง่าย ๆ คือพกใจมาเต็มกระเป๋า... ตามสไตล์คนทำงานหนังสือ ก้มหน้าก้มตาทำอย่างเดียว เรื่องขายได้ไม่ได้ว่ากันอีกทีนะ  "นายทุน" 
ดูเหมือนว่า plot เรื่องเก่า ๆ คุ้น ๆ จะกลับมาอีกรอบแล้ว... อิอิ  
"คู่ขัดแย้ง" 
ระหว่าง 
"นายทุน" กับ "คนทำงาน"
ระหว่าง
"สมอง" (รีเสิร์ทเพื่อธุรกิจ)  กับ "หัวใจ" (เอาหัวใจเป็นทุน) 
เหมือนนิยาย "น้ำเน่า" ยังไงก็ไม่รู้  แต่เรื่องมัน "เศร้า" จริง ๆ นะครับ  ไม่ว่าจะยุคโบราณหรือยุคทันสมัย "ดอทคอม" 
เอาไว้อีกสักสามสิบสี่สิบปี... เอา plot มาทำเป็นหนังก็ยัง "ทันสมัย" อมตะนิรันดร์กาล...  : )

edit @ 2005/06/26 21:28:32
edit @ 2005/06/26 21:31:32
edit @ 2005/06/26 21:35:01
edit @ 2005/06/26 21:35:12
edit @ 2005/06/26 21:38:22
edit @ 2005/06/26 21:39:26
วันที่สองของการขายนิยายแฮรี่พอตเตอร์ ใครเกิดอาการ "บ้าหม้อ" ไปแล้วบ้าง อิอิ จำขี้ปากฝรั่งเขามานะ ใช้คำนี้จริง ๆ pottermania - :D ไม่ได้แปลผิดนะครับ... อุอุ ในไทยขายตั้งหกโมงเช้ายังอุส่าห์มีคนแหกขี้ตาไปซื้อ ที่พูดอย่างนี้ขอออกตัวก่อนเลยว่า ยังไม่เคยอ่านสักเล่ม แล้วไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้อ่านหรือเปล่า เล่มหนาเป็นคืบ... ต้องนอนอยู่บ้านว่างงาน ไม่ทำอะไรเลยจริง ๆ นั้นละ อ่าน... อ่าน... อ่าน... ลูกเดียว แน่นอนว่าช่วงเวลาที่เหมาะสุด คือตอนเป็นเด็กนักเรียน ซึ่งเราผ่านพ้นมานานแล้ว เศร้าจัง...


วัยที่เหมาะกับการอ่านหนังสือที่สุดคือตอนเรียนหนังสือ ถ้าจบมาทำงานแล้วเดี๋ยวก็ยุ่งนั้นยุ่งนี้ เครียดกับงาน ตกเย็นสังสรรค์กับเพื่อน ตื่นเช้ามาแฮ้งค์... :P จะเอาสมาธิที่ไหนมาอ่านกันละ



ปรากฎการณ์ของตลาดหนังสือขณะนี้ ทำให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป function ของหนังสือก็เปลี่ยนตามไปด้วย แต่เดิมสิ่งที่ควบคู่หนังสือคือ "วัฒนธรรมอ่าน" แต่ตอนนี้กลับเป็น "วัฒนธรรมซื้อ" เข้ามาประกบคู่ไปด้วย ความน่าสนใจหนังสือสักเล่ม ไม่ได้อยู่ที่สาระเนื้อหา แต่ยังอยู่ที่ว่ามันถูกขายอย่างไรด้วย ใช่ไหม... ใคร ๆ ก็อยากได้หนังสือที่มีลายเซ้นต์คนเขียนทั้งนั้น ไม่แปลกอะไรที่บู๊ทสำนักพิมพ์ตามงานหนังสือ ต้องหานักเขียนมานั่งแจกลายเซ้นต์


แต่ไอ้ที่เป็นพฤติกรรมแปลก ๆ ก็คือ ทำไมต้องมาแห่ซื้อกันวันแรกที่วางจำหน่ายด้วย (เหมือนซื้อแสตมป์เลยเนอะ) แล้วต้องมาเข้าคิวรอซื้อ เพื่อให้ได้ซื้อเป็นคนแรกด้วย โห...อะไรมันจะหนักหนาขนาดนั้น เออ...ถ้าเขาแจกฟรีก็ว่าจะไม่ว่าเลย แต่นี้ต้องควักกระเป๋าตังค์ของตัวเอง แถมต้องลำบากลำบนอีก ไปซื้อวันหลังร้านว่าง ๆ ไม่ต้องเบียดไม่ต้องเร่งสบายกว่าเยอะ ไม่แน่นะ ต่อไปหนังสือดัง ๆ บางเล่ม อาจจะมีแผนการตลาด พิมพ์ serail No. ประจำเล่มกันเลย ซื้อคนแรกก็ได้เบอร์ 0001 แล้วอาจจะมีการเล่มเลขสวย ๆ แบบลงท้ายด้วย 9 หรือเล่มที่ 999 ก็อาจจะมีคนตบตีแย่งซื้อ หรือเอามาขายต่อราคาแพง แบบแสตมป์หรือแบ้งค์ อิอิ อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้เชียวนะ...


สมัยก่อนจะทำหนังสือหรือนิตยสารสักเล่มก็คิดกันว่า ต้องมีเนื้อหาสาระอะไร แต่ต้องนี้เขาไม่ได้คิดแค่ content เท่านั้น ต้องพ่วง "การตลาด" เข้าไปด้วย เผลอ ๆ บางแห่งเข้าไปประชุมกองบ.ก.กะเข้าด้วย คิดกันตั้งแต่ออกแบบปกหรือคำโปรยหน้าปก กะว่าต้องให้ยั่วยวนกิเลส เรียกเงินจากประเป๋าตังค์ชาวบ้านได้แหง ๆ ก็เล่มละไม่กี่ร้อยเอง (เดียวนี้หนังสือเล่มละไม่เกินร้อยบาทหาแทบไม่ได้อีกแล้ว) วันก่อนอ่านหนังสือเจอหนุ่มคนหนึ่ง บอกว่าเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของนิตยสารวิเคราะห์การเมืองรายสัปดาห์ แห่งหนึ่ง เออ...แต่ก่อนเขามีแคฝ่ายบุคคล ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน อะไรเทือกนี้ เพิ่งรู้ว่าต้องมีการตลาดด้วย ขนาดหนังสือการเมืองนะเนี่ย ต้องวางแผนการตลาดกะเขาด้วย


ที่เอาเรื่องนี้มาเขียน ไม่ได้ว่า "แฮรี่พอตเตอร์" เป็นหนังสือไม่ดีนะครับ คนละประเด็นกัน อ่านหนังสือดีแน่ ใครอยากอ่าน อยากซื้อวันแรก ซื้อเพราะมีของแถม ซื้อแล้วเปิดด้านในปกหวังพบโชค 1 ล้าน (เหอ เหอ) ก็ว่ากันไปเถอะ ขอให้ซื้อมาแล้วอ่านมันจริงจังก็แล้วกัน อย่าเอามาแค่เก็บไว้เป็นที่ระลึก


แต่อย่าคิดว่าธรรมเนียมแห่กันไปซื้อหนังสือวันเปิดตัวเนี่ยะ จะเพ่งเกิดเอาตอนที่มีแฮรี่หรือลอร์ดออฟเดอะริงตอนนี้นะครับ ในอดีตเคยเกิดมาแล้ว เท่าที่จำได้มีเคสหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของวงการนักเขียนทีเดียว แต่ไม่ได้เกิดกะหนังสือเล่มหรือ book หรอกนะ แต่เป็นหนังสือพิมพ์ตะหาก ก็นิยามชื่อดัง "ผู้ชนะสิบทิศ" ของ "ยาขอบ" นั่นไง ก่อนที่จะมาพิมพ์รวมเล่มหนาขนาดแปดเล่มจบ ยาขอบเขียนเป็นตอน ๆ ลงใน นสพ. มาก่อน เขาเล่ากันว่า ท่านยาขอบค่อย ๆ จรดปากกาประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำ เขียนไปสามสี่บรรทัดก็ส่งไปเรียงพิมพ์ทีนึง แหม... ต้องเร่งให้ออกขายทันเวลา หนังสือพิมพ์นะไม่ใช่หนังสือเล่ม ต้องออกขายทุกวัน ที่สำคัญเขาว่า (อุอุ เกิดไม่ทันครับ) มีคนมายืนรอซื้อหน้าโรงพิมพ์กันเลย แถมยังมีประเภมขอซื้อเฉพาะหน้านิยายเรื่องนี้เท่านั้น


ไอ้ที่เห็นบ้าแฮรี่พอตเตอร์กันตอนนี้ กลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลย ถ้าไปเทียบกับรุ่นพ่อรุ่นปู่ ฮา....

edit @ 2005/07/17 20:44:34


Mr.Golffee
View full profile