การปิดตัวของ a day weekly กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ถกเถียงกัน hot เสียจริง แม้แต่ในบล๊อกวัยทีนแห่งนี้...ก็ไม่เว้น น่าอิจฉาคนทำนะ... ที่สร้างหนังสือให้อยู่ในใจของคนอ่านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุค "ดอทคอม" สมัยนี้... ไม่มีทางหรอกครับที่หนังสือจะตาย ดูพวกงาน "บุ๊คแฟร์" สิ... เบ่งบานยังกะดอกเห็ด ควักเงินในกระเป๋าเราไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ (ซื้อมาตุนไว้ก็ยังอ่านไม่หมด อิอิ)
เข้าเรื่องกันต่อ...
มาถึงวันนี้ "ตัวละคอน" ออกโรงมาครบแล้วนะครับทั้ง วงศ์ทนง (บก.อำนวยการ-เรียกตรง ๆ ก็ "นายทุน" นั้นละ) ทั้ง อธิคม (บก.บริหาร-หรือ "คนทำหนังสือ" ) ปะทะกับคนละหมัด ไม่รู้ว่าจะมียกสอง... ยกสาม... มาให้ดูกันหรือป่าวนะ...อิอิ คอซาดิสชอบจัง...
ผมติดใจบางประเด็นที่วงศ์ทนงพูดถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ โค้ดบางส่วนมาให้อ่านกันนะครับ
0มองจากกระแสการตอบรับแล้วหนังสือน่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง?
พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำวิจัยการตลาดกันมาก่อนแล้ว ผู้บริโภคตอนนี้เป็นไง... อะไรที่ผู้บริโภคต้องการ... เรื่องนี้คงต้องไปถามพวกจบ MBA เขานะ... แต่เข้าใจว่า ไอ้ที่ลงทุนทำรูปเล่มอาร์ตมัน ภาพสีสี่ ก็คงมาจากรีเสิร์ทตรงนี้ละ...
ขณะที่ทางฝ่ายอธิคมก็อธิบายถึงตัวเองได้อย่างน่าสนใจ กับการเริ่มต้นทำหนังสือฉบับนี้ว่า
ก่อนที่นิตยสาร a day weekly จะปรากฏตัวบนแผงฉบับแรก
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2547 ผมและทีมงานใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน
เพื่อเตรียมทำนิตยสาร
วิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ซึ่งไม่มีโครงสร้างองค์กรที่มีลักษณะขององค์กรข่าวรองรับ
เฉกเช่นขนบทั่วไปของการทำนิตยสารประเภทนี้
ซึ่งมักจะมีทรัพยากรข่าวเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้ว
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา
เพราะถือเป็นข้อตกลงในการทำงานที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
สิ่งที่เราต้องเรียกร้องจากตัวเองให้มากคือการทำงานหนักและสร้างทีม
ให้เดินไปสู่ธงอันเดียวกัน
ผมและทีมงานระดับซีเนียร์จำเป็นต้องใช้เครือข่ายความสัมพันธ์เดิม
ในนามของพี่น้องมิตรสหาย ทั้งในแวดวงข่าว
และคนทำหนังสือเขียนหนังสือเป็นต้นทุนหลัก ขณะที่ทีมงานชุดใหม่ใช้ 'หัวใจ'
เป็นต้นทุนในการทำงานที่หนักกว่ามาตรฐานทั่วไป
พูดง่าย ๆ คือพกใจมาเต็มกระเป๋า... ตามสไตล์คนทำงานหนังสือ ก้มหน้าก้มตาทำอย่างเดียว เรื่องขายได้ไม่ได้ว่ากันอีกทีนะ "นายทุน"
ดูเหมือนว่า plot เรื่องเก่า ๆ คุ้น ๆ จะกลับมาอีกรอบแล้ว... อิอิ
"คู่ขัดแย้ง"
ระหว่าง
"นายทุน" กับ "คนทำงาน"
ระหว่าง
"สมอง" (รีเสิร์ทเพื่อธุรกิจ) กับ "หัวใจ" (เอาหัวใจเป็นทุน)
เหมือนนิยาย "น้ำเน่า" ยังไงก็ไม่รู้ แต่เรื่องมัน "เศร้า" จริง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะยุคโบราณหรือยุคทันสมัย "ดอทคอม"
เอาไว้อีกสักสามสิบสี่สิบปี... เอา plot มาทำเป็นหนังก็ยัง "ทันสมัย" อมตะนิรันดร์กาล... : )
edit @ 2005/06/26 21:28:32
edit @ 2005/06/26 21:31:32
edit @ 2005/06/26 21:35:01
edit @ 2005/06/26 21:35:12
edit @ 2005/06/26 21:38:22
edit @ 2005/06/26 21:39:26