entertain

อะคาเดมี่แฟนตาเซียปีสองใกล้งวดเต็มที อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะลาโรงแล้ว คงได้ลุ้นกันสนุกว่าใครจะได้เป็นแชมป์ ดูเหมือนว่ารายการจำพวก Reality จะเป็นอีก genre หนึ่งของรายการโทรทัศน์ไปเสียแล้ว ดูจากที่มีการเก็บรวบรวมไว้... มีเป็นร้อยรายการแล้วมั้ง (ยาวเป็นหางว่าวจนขี้เกียจนับ อิอิ )

เห็นไหมว่าไม่ปรากฎ AF เรียลลิตี้โชว์ยอดฮิตแห่งสยามประเทศในลิสต์เลย มันดังเฉพาะแต่ในบ้านเราเท่านั้นหรือ ? อาจเป็นไปได้ว่าข้อมูลทั้งหมดเน้นเฉพาะรายการที่ถือกำเนิดในสหรัฐฯ หรืออังกฤษเท่านั้น อะคาเดมี่บ้านเราเป็นที่รู้กันว่า ซื้อลิขสิทธิ์มาจากประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นประเทศโลกที่สามเหมือนกับเรา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะตกสำรวจ แม้ว่าจะโด่งดังสร้างกระแสสังคม เป็นที่กล่าวขวัญตั้งแต่ปีแรกจวบจนปีล่านี้

ว่ากันว่าต้นตระกูลเรียลลิตี้โชว์ Big Brother ที่บริษัทหนึ่งซื้อลิขสิทธิ์มาผลิต ที่มีรูปแบบสำคัญของความเป็นโชว์จำพวกนี้คือออนแอร์ 24 ชม. ไม่ต่างไปจาก AF ที่ออนแอร์ทั้งวันทั้งคืนเหมือนกัน กลับ "แป๊ก" ในบ้านเราไปเสียงั้น... อะไรกันที่ทำให้คนไทย "อิน" กับสินค้านำเข้าที่มาจากโลกสาม ปฏิเสธของหรูจากอังกฤษอย่าง BB (ถ้าผมจำไม่ผิดรายการนี้เริ่มที่แรกที่อังกฤษ... หากผิดก็ท้วงติงด้วยนะครับ อย่าปล่อยไว้)

ตอบง่ายมาก... ก็เพราะ AF ถูกผู้ผลิตในบ้านเรา (คือ UBC ) นำมาปรับแต่งให้มันเข้ากับบริบททางสังคมไทย พูดให้เท่ห์คือถูก localization ให้มันเป็นไทย ๆ นะเอง ในเมื่อต้นทางมันเป็นผลิตผลของโลกที่สามเหมือน ๆ กะเรา ก็ยิ่งทำให้ปรับแปรได้ง่ายเข้าไปใหญ่ ต่างจากของพวกฝรั่งมหาอำนาจคงไม่ยอมให้ไอ้ตัวเหลืองอย่างเราไปรื้อแก้หรอก ยิ่งในซีซั่นที่สองยิ่งเห็นชัดเจนขึ้น เชื่อว่าปีหน้าจะเห็นอะไรดีกว่านี้เยอะ เหอะ เหอะ

มาว่ากันทีละประเด็นดีกว่าว่ารายการนี้แฝงเนื้อสารอะไรไว้บ้าง อะนะ... เป็นความเชื่อส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อ แล้วก็ไม่ได้บังคับไม่ให้เถียงหรือแย้งด้วย... อิอิ

************

เรื่องแรก... ว่าด้วยความรู้สึกส่วนตัว ในฐานะที่เป็นแฟนคลับกระหน่ำโหวตให้คุณหมอจุ้มจิ้มเมื่อซีซั่นปฐมฤกษ์ อิอิ ตอนนั้นหากมีเวลาว่างก็จะเปิดดูตลอด ทั้งช่วงเช้าก่อนไปทำงาน ตอนเย็นหลังเลิกงานลากยาวไปจนดึกดื่น แต่พอมาซีซั่นนี้กลับไม่เกิดความรู้สึก "ดึงดูด" ให้ติดตามเท่ากับปีก่อน แต่หากถามว่าสนุกไหม ก็ต้องบอกว่าผู้จัดระดมสรรพกำลังทั้งปัญญาทั้งการเงิน ทำให้มันหนุกหนานขึ้นกว่าที่คิดเยอะมาก เพราะประสบการณ์จากซีซั่นแรก, คนดูเขาก็รู้หมดแล้วว่ารายการนี้มี pattern (หรือ "กระสวน" -ศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิต) อย่างไร จึงต้องสรรค์สร้างลูกเล่นต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างหนัก เพราะถ้าหากให้ทำแบบเดิม ๆ ... คนดูเซ็งตายโหง วันจันทร์ก็มารับโจทย์เพลง แล้วก็ซ้อมๆๆๆๆ ทั้งร้อง ทั้งเต้น ฝึกกริยาท่าทางมากมาย พอเสาร์ก็ขึ้นเวที มันเป็น block ที่ตายตัวอยู่แล้ว ถ้ามาดูอะไรซ้ำกันทุก ๆ ปีก็เซ็ง rating ร่วงกระจาย แพ้ the star ของค่ายแกรมมี่ที่กำลังจ่อหลังตามมาอีก

เสียหน้าเจ้าของสัมปทานคลื่นความถี่รายใหญ่ของประเทศเปล่า ๆ คิดดูซิว่าสามารถ set up ช่องสถานีว่าง ๆ เพื่อมาออกรายการนี้ตลอด 24 ช.ม. โดยไม่ต้องจ่ายเงินหรือทมำสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่เพิ่มเลย ทั้งที่คนอื่นเขาวิ่งหาคลื่นโทรทัศน์กันแทบตาย ดังเช่น 11news 1 ของเครือผู้จัดการ เป็นต้น : ) สุดท้ายต้องโดนถอดเพราะกรมประชาสัมพันธ์ "แตกคลื่น" ไปเซ็งลี้หากินโดยมิชอบ (สนธิอีกแล้ว วกมากัดจนได้)

ไม่น่าดูเพราะ :

เด็กที่คัดมาทั้ง 12 คน ดูไม่หลากหลายเท่าปีแรกอย่างเห็นได้ชัด การที่แต่ละคนมีเป้าหมายของตนที่ชัดเจน แถมยังเหมือนกันอีก คืออยากเป็นนักร้อง ทำให้กิจกรรมหลักมีแต่ซ้อมร้องเพลง ร้องแม่งเข้าไปอยู่นั่นละ... การเรียนเต้นหรือแสดงละคร ถูกลดบทบาทเป็นทักษะเสริมส่งการร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ทเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเปิดทีวีมาช่อง 16 จึงเห็นแต่ไอ้เด็กพวกนี้ซ้อมแต่ร้องเพลง แล้วก็ร้องกันเก่ง ๆ เสียด้วยซิ ทำให้ภาพที่ปรากฎมาจอทีวีไม่ต่างอะไรจาก "ภาพนิ่ง" ของคนหนึ่งที่ยืนถือไมค์ มีกิจกรรมเพียงอย่างเดียว แต่นี้เรากำลังดูโทรทัศน์ซึ่งสามารถสื่อ "ภาพเคลื่อนไหว" มิใช่หรือ น่าจะมีอะไรมากกว่านี้ แถมปีนี้มีคุณครูเยอะมากกกกก แทบจะประกบกับเด็กคนต่อคน แถมยังมีครูใหญ่เป็นเจ้าประจำอีก ครูจึงมีบทบาทมากเป็นพิเศษ มากกว่าปีแรกอย่างแรง (พอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวจะขยายความในตอนต่อไป)

ดูสนุกเพราะ :

ก็พวกนี้เขาเก่งมักมัก แน่นอนว่าเก่งกว่า 12 คนของเมื่อปีก่อน แถมความสามารถยังใกล้กันอีก ไม่เหมือนเมื่อปีที่แล้วที่ค่อนข้างจะโดด แบบว่าพี่วิทย์กะหมอจุ้มจิ้มนี่คนละเรื่องกันเลย ตรงนี้ละทำซีซั่นนี้ลุ้นสนุกว่าใครจะต้องออกวะ... วิธีดูในปีนี้จึงไม่ซีเรียสเท่าปีก่อน ปล่อยสบาย ๆ คือเปิดทีวีตอนเช้าวันจันทร์ดูว่ารับโจทย์เพลงอะไร พร้อมฟังความเห็นของครูผู้สอน เสร็จแล้วก็ไม่ต้องใส่ใจอะไรมาก ดูชะแวบ ๆ สายตาช่วงดึก ๆ อ้อ... ซ้อม ซ้อม ซ้อม ร้องกันเข้าไป แล้วเปลี่ยนไปดูช่องอื่นที่น่าสนใจดีกว่า (มีรีโมทในมือนี่หว่า) แต่จะมาเน้นเอาวันท้ายคือพฤหัสหรือศุกร์นี่ละ เพราะจะมีช่วงซ้อมใหญ่ที่ยรรดาครู ๆ แถมด้วยแขกรับเชิญนั่งเรียงหน้าสลอน คอยวิจารณ์ให้ความเห็น จากนั้นก็รอดูคอนเสิร์ทสองทุ่มวันเสาร์เลย แล้วก็ลุ้นใครจะอยู่หรือไป... ไม่ต่างอะไรกับการดูประกวดร้องเพลงประมาณซิงกิ้งคอนเทสต์ทั้งหลาย แล้วปีนี้เขาใส่ลูกเล่นว่าแต่ละสัปดาห์ต้องมีคอนเซ็ปต์ ว่ามัปดาห์นี้เป็นอะไร ก็ยิ่งน่าสนใจติดตามขึ้น โดยเฉพาะสัปดาห์เพลงสุนทราภรณ์เป็นวีคที่ผู้เขียนใช้เวลาติดตามดูรายการมากที่สุด (รู้หมดเลยว่าแก่ อุอุ)

เข้าใจว่าปีนี้มีคนดู AF มากขึ้นกว่าเดิม และหลายคน (ไม่กล้าประเมินว่ามากขนาดไหน แต่เชื่อว่าน่าจะมากโข) ไม่เคยดูซีซั่นแรกมาก่อนเลย อาจแค่รับรู้ว่าเขามีอะไรกันที่ช่อง 16 เท่านั้น แต่ไม่ได้ติดตาม ขณะเดียวกันคนที่ติดหนึบในภาคแรก ตัวอย่างเช่นผู้เขียน อาจเลิกดูเลิกติดตามในปีนี้ไปเลย

พอแค่นี้ก่อน ขี้เกียจแล้ว โปรดติดตามตอนต่อไป... บอกแล้วไงว่ามาเป็นซีรี่ย์ 555 ....


edit @ 2005/10/10 01:00:59 
edit @ 2005/10/10 01:02:32 
edit @ 2005/10/18 21:28:01
edit @ 2005/10/18 21:28:40
edit @ 2005/10/26 16:25:55

จบไปแล้วอะคาเดมี่ปีสอง, ใครคือผู้ชนะเลิศคงทราบกันดีแล้ว... ไม่ขอกล่าวซ้ำอีก ผู้เขียนขออภิปรายต่อจากที่ค้างไว้ นั่นคือนัยยะสำคัญอันส่งให้ AF ฤดูกาลนี้ต่างจากปีแรก ใครที่ติดตามทั้งสองปีรู้สึกบ้างไหม? ว่าซีซั่นที่สองมีการ "เปลี่ยนโจทย์" หรือคอนเซ็ปต์ของรายการนี้ ยังจำได้ว่าปีแรก UBC ประกาศรับสมัคร "นักล่าฝัน" คนธรรมดาที่ปรารถนาจะเป็น "ซุปเปอร์สตาร์" หรือทำงานในวงการบันเทิง ผู้แข่งขันทั้ง 12 คนที่ผ่านเข้าสู่บ้านสาริน จึงมีความฝันที่แตกต่างหลากกันไป มีหลายคนอยากเป็นนักร้อง แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยากเป็นนักแสดงหรือพิธีกร บางคนก็ยังไม่รู้จะเป็นอะไร รู้แต่ว่าอยากอยู่ในวงการ... เท่านั้นเอง พูดง่าย ๆ ว่ายังเบลอ ๆ อยู่เลย ทำให้ทักษะแต่ละคนต่างกันมาก บางคนร้องเพลงไม่ได้เรื่องก็มี การมากินนอนในบ้านเพื่อฝึกฝนทักษะอันจำเป็นสำหรับใช้ในงาน ไม่ว่าจะร้องเพลง ละคอน และเต้นรำ การขึ้นเวทีคอนเสิร์ททุกวันเสาร์ เป็นเพียงบททดสอบการฝึกฝนทักษะเหล่านี้

สำหรับฤดูกาลที่เพิ่งผ่านไปหมาด ๆ นั้น ผู้เขียนต้องขอออกตัวว่า ในช่วงคัดตัวแทบไม่ได้ใส่ใจเลยทั้งที่ดังกว่าปีแรกเยอะ หากแต่จับใจความจากที่ทั้งครูทั้งนักเรียนคุยกันในบ้าน พอจะอนุมานได้ว่าในการ "ออดิชั่น" ทุกคนจะต้อง "ร้องเพลง" (ไม่ทราบว่าเปิดโอกาสให้แสดงความสามารถด้านอื่นด้วยหรือเปล่า) ขณะที่ปีแรกไม่ได้กำหนดถึงขนาดนี้ สุดท้ายแล้วทั้ง 12 V ที่หลุดเข้ามา ต่างใฝ่ฝันจะเป็นนักร้องหรือ "ศิลปิน" หมดทุกคน แถมยังมีทักษะร้องเพลงเล่นดนตรีกันเก่ง ๆ ทั้งน้านนน... เอามาหาค่าเฉลี่ยกลางแล้ว (โห... ว่าไปนั้น) เด็กในปีนี้น่าจะมีทักษะด้านร้องและดนตรีสูงกว่าปีแรก ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก เช่น วิทย์เทียบกะจุ้มจิ้มแล้ว อยู่คนละขั้วโลกเลย

เมื่อโจทย์ (คอนเซ็ปต์รายการ) เปลี่ยน องคาพยพต่าง ๆ ของ AF ก็ต้องปรับตามไปด้วย... แม้แต่ชื่อย่อ AF หรือ UBCAF ก็เพิ่งมาใช้กันปีนี้เอง แต่ก่อนจะเรียกคำเต็ม หรือไม่ก็แค่ว่า "อะคาเดมี่ฯ "

มีอีกรายการที่จัดได้ว่าเป็นคู่แข่งแถมยังถือกำเนิดก่อนหน้า 1 ปี นั่นคือ "เดอะสตาร์" ผู้เขียนไม่เคยดูเดอะสตาร์ทั้งปีแรกและปีสอง (ปีเดียวกับ AF ปฐมฤกษ์) แค่ใช้รีโมทเปิดผ่านเท่านั้น แต่เคยฟังเพื่อนซี้คอมเม้นท์ว่า เวทีเดอะสตาร์ร้องเพลงเจ๋งกว่าอะคาเดมี่เยอะ ผู้เขียนแย้งว่าเดอะสตาร์เขาเน้นปั้นนักร้องอย่างเจาะจง หากแต่อะคาเดมี่ฯ มันกว้างกว่านะ เพราะเขาแค่สร้างคนทำงานในวงการเท่านั้น ส่วนจะทำอะไรนั้นอีกเรื่อง ขอแค่ดังเท่านั้นเป็นพอ พร้อมยกตัวอย่าง สรยุทธ กาละแมร์ หรือแม้แต่เดวิท แบคแฮม พวกนี้ไม่ได้มีอาชีพทางบันเทิงสักหน่อย แต่ก็จัดเป็น "ซุปเปอร์สตาร์" นะโว้ย... (ดังแล้วเขาก็มาชวนไปร้องเพลงเองละ ประมาณว่าคนดังทำอะไรห่วยก็น่าดู โอ้ละหนอ.... )

ทำให้ผู้เขียนตั้งสมมุติฐาน... : P พูดเสียหรูเชียว... ก็ "เดา" นั่นละว่า เป้าหมายแห่งการรื้อคอนเซ็ปต์ของ UBC ครั้งนี้ เพราะต้องการจะชน "เดอะสตาร์" ของบ.เอ็กแซค (ในเครือแกรมมี่) ที่กำลังจะตามมานั่นเอง เห็นโปรโมทโครงการสามกันแล้ว... งานช้างชนช้าง น่าดูชม

************

เมื่อรูปแบบเปลี่ยนเป็น reality show หานักร้องขวัญใจมหาชนจาก sms ไม่แปลกอะไรที่ครูสอนร้องเพลงจึงมีบทบาทสำคัญยิ่ง แถมยังแห่กันมาตั้งหลายคน เยอะกว่าทุกสาขาทีเดียว การเรียนวิชาอื่นไม่ว่าการแสดงหรือเต้น เป็นเพียงการฝึกฝนเพื่อประกอบเสริมให้การแสดงบนเวทีสมบูรณ์แบบ

เทียบกับปีก่อนหน้า (คิดว่าความจำผู้เขียนยังไม่เลอะ อิอิ) คิดว่าครูทุกสาขามีบทบาททัดเทียมกันพอกัน แถมจำนวนก็พอ ๆ กันด้วย ครูสอนร้องแม้จะสำคัญเพราะทุก V และทุกสัปดาห์จะต้องขึ้นคอนเสิร์ท ก็มิได้ล้ำหน้ากว่าครูอื่นเลย โดยส่วนตัวแล้วยังคิดว่า ครูที่มีบทบาทสูงคือครูการแสดง ทั้งครูรักและครูแอ้นท์สองศรีพี่น้องเป็นแกนนำไง... และยังรู้สึกว่าเป็นการสอนเพื่อให้ไปเล่นละคอนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

กิจกรรมของเด็กรุ่นแรกนั้นมีทั้งงานส่วนตัว (ร้องเพลง) และงานกลุ่ม (เช่น ละคอน ) จึงทำให้รู้สึกว่าพวกเขาอยู่รวมเป็นกลุ่มก้อน มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันในหมู่นักเรียน ไม่แยกห่างต่างคนต่างฝึกซ้อมเป็นปัจเจกเฉกเช่นรุ่นสอง ซึ่งมีครูคอยช่วยเหลือเยอะเหลือเกิน ไม่รู้ว่าซีซั่นนี้, ทางรายการมีประสบการณ์จากปีแรกแล้วเห็นว่าบ้านมันว่างเกินไปมั้ง... ครูไม่รู้มาจากไหน แถมแขกรับเชิญอีกเป็นกุรุส เยอะจริง ๆ เด็กส่วนใหญ่จึงมีปฏิสัมพันธ์กับครูไปพร้อมกับเพื่อนด้วย ดูเหมือนบรรดาครูในรุ่นสองจะ "แทรกเป็นยาดำ" อยู่ตลอด อย่างเช่นครูใหญ่ที่มักแสดงบทบาทให้นักเรียนมา "เปิดใจ" แถมยังหยอดข้อคิดคำคมเกือบจะทุกชั่วโมง แทบจะเป็น Breaking News ไปเลย ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันช่างเต็มไปด้วย rational เสียจริง แหม... น่าเหนื่อยแทน...

ยังจำฉากประทับใจในรุ่นก่อนได้ดี ที่หนุ่มเคนั่งคุยกะคุณหมอจุ้มจิ้มในเรื่องส่วนตัวยิ่ง แน่นอนคือเรื่องแฟนของหมอนั่นเอง เคถามว่าเคยมีแฟนหรือยัง พี่จิ้มตอบว่าเคยแต่ตอนนี้เลิกแล้ว (เฮ.... หวังโว้ย...) และตอนที่ซีแนมกับอ๊ออฟทะเลาะกันหนัก ขนาดครูเจี๊ยบต้องพาเข้าห้องเคลียร์กัน บรรยากาศอะไรอย่างนี้แทบไม่เห็นในรุ่นสอง หรือมีแล้วไม่ได้เห็นก็ไม่ทราบ เพราะบอกแล้วว่า ไม่ค่อยได้ติดตามอย่างจริงจังแบบรุ่นแรก

นั่นละทำไมผู้เขียนถึงบอกว่า สภาพในบ้านไม่ต่างจาก "ภาพนิ่ง" ก็เมื่อแต่ละ V รับโจทย์ก็แยกย้ายกันฝึกซ้อม ครูร้องเพลงก็กระจายตัวกันดูแล แทบจะตัวต่อตัวก็ว่าได้ เด็กแต่ละคนต่างหมกหมุ่นอยู่กับการซ้อมร้อง ร้อง ร้อง... ซ้อมออกลีลาท่าทางบนเวที เน้นหนักแต่ฝึกฝนทักษะส่วนตัว หากมีปัญหาก็ปรึกษาครูได้ทันที เปิดทีวีตอนบ่ายสามกลับมาดูอีกทีตอนสี่ทุ่ม อีกทีตอนตีหนึ่ง ก็มีลักษณะเดิม ๆ คือซ้อมลูกเดียว ถ้าเปิดเจอชั้นเรียนก็โชคดีเพราะได้ดูอะไรใหม่ ๆ มาขั้นบ้าง

หากลองให้นิยามกันเล่น ๆ ตามกระแสปฏิรูปการศึกษา อะคาเดมี่ฯ ปีแรกมีลักษณะ learning โดยมี "นักเรียนเป็นศูนย์กลาง" ขณะที่ล่าสุดกลับเป็น teaching มี "ครูเป็นผู้สอน" (เหอ เหอ ใหลไปได้ไงว่ะ )

************

ย้อนกลับไปข้างต้น... ทำไมต้อง AF ต้องชนค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ในเมื่อเด็กรุ่นที่แล้วทั้ง 11 คน UBC ให้แกรมมี่เป็นคนดูแลจัดการ แถมเขายังออกเทปให้ตั้ง 6 คน... อิอิ

ตอบไม่ยาก... แต่ต้องฟื้นอดีตในช่วงกระแสอะคาเดมี่มาแรงมาก ทำให้มีการพูดถึงเดอะสตาร์โครงการสองว่าต้องเจอศึกหนัก เพราะเกิดตัวเปรียบเทียบขึ้นแล้ว แถม UBC ยังมีช่องสัญญาณให้ออกอากาศได้ 24 ชม. อย่างที่แกรมมมี่ไม่มี "อากู๋" ผ่าทางตันด้วยวิถีทางธุรกิจอันถนัดคือเทคโอเวอร์แม่งเลย มึงเก่งก็อย่าปล่อยให้ไปอยู่กับฝ่ายศัตรูมาแข่งกันทำมาหากิน เอามาเป็นพวกเราเองเสียดีกว่า... ประมาณว่าตัวเองทำ CSinternet อยู่แล้ว แต่มีอีกเจ้า Loxinfo มาแรงแซงโค้ง ก้อ... ควบรวมกิจการมันเสียเลย คุ้น ๆ เนอะ...

ไม่รู้เจรจากันท่าไหนยูบีซีขายเหมาเข่งให้ "อากู๋" ไปเลย แต่อย่างว่าลูกเลี้ยงหรือจะสำคัญเท่าเลือดในอกอย่างบ.เอ็กแซค บรรดา AF รุ่นแรกจึงเป็นแค่เกรดบีเท่านั้น พูดง่าย ๆ ว่าถูกซื้อเอาไปดอง พุธโธ่... เรื่องจะทำให้ดังนะ... แกรมมี่คือมืออาชีพอยู่แล้ว แต่นี้พี่ "ไม่อัด" บ้างเลย โถ UBC อุส่าห์ลงทุนเป็นล้านแต่กลับไม่สามารถนำมาต่อยอดเก็บเกี่ยวผลประโยชน์กลับคืน หรือนำมาซึ่งความภาคภูมิใจว่า ซุปเปอร์สตาร์คนนี้เกิดมาจากอะคาเดมี่ฯ ว่ากันว่าเด็กจากอะคาเดมี่ฯ ไปอยู่ใต้แผนกดูแลศิลปินซึ่งเป็นแผนกเล็ก ๆ ไม่มีพาวเวอร์อะไร ขณะที่เด็กจากเดอะสตาร์นั้นสังกัดบ.เอ็กแซค-หัวแก้วหัวแหวนของแกรมมี่- จึงได้รับการผลักดันมากกว่า

น.ส.พ.ดาราเดลี่ ฉบับ 8-9 ต.ค. 48 (ของค่ายอาร์เอส : P เสียด้วย) รายงานข่าวว่า "ปีนี้ "แกรมมี่" ไม่เกี่ยว" UBC จะดูแลทั้ง 12 เอง เข้าใจว่าคงได้ประสบการณ์มาพอสมควร เหอ เหอ

เคยสงสัยไหม... ทำไมในภาคสองไม่มีบรรดานักล่าฝันปีแรกมาร่วมแจมเลย แวะมาเยี่ยมที่บ้านหรือเป็นศิลปินรับเชิญบนเวที (เท่าที่ดูผ่าน ๆ ไม่เห็นเลยนะ เคยเห็นจุ้มจิ้มมาดูคอนเสิร์ทอยู่วันเดียวแล้วก็หาย) ทั้งที่ตามแชทและในเว็บบอร์ดก็มีเสียงเรียกร้อง เดาอีกว่า "เขาคนนั้น" คงสั่งไม่ให้มายุ่งนั้นเอง... แค้นนี้จึงต้องชำระ...

หมายเหตุ : เนื้อความทั้งหมดเป็นการวิเคราะห์ด้วยมุมมองส่วนตัว มิได้มีหลักฐานใด ๆ ยืนยันว่าเป็นจริง กรุณาใช้วิจารณญาณก่อนจำไปเล่าต่อให้คนอื่นฟัง : D เพราะผู้เขียนไม่ขอรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น :- ) ไว้งวดหน้ามาว่ากันต่อ...


edit @ 2005/10/10 06:41:36
edit @ 2005/10/26 16:25:34

วันนี้ 14 ตุลา... พอดี วีรชน การต่อสู้ เสรีภาพ ประชาธิปไตย ฯลฯ มาว่าด้วย "เอเอฟ" ต่อแล้วกัน หุหุ

หายไปหลายวันเพราะขึ้เกียจกลับมาขยันได้แล้ว อยากจะขึ้น topic ใหม่ ทว่าขอย้ำความในตอนที่แล้วต่ออีกหนึ่งรอบดีกว่า ด้วยบังเอิญเจออะไรที่ "โดนใจ" ผู้เขียนอย่างแรง เพื่อนยืนยันว่ามีคนอื่นที่คิดเห็นคล้ายกับผู้เขียน และคนนั้นก็มิใช่ใคร "นายสะอาด" หรือที่รู้จักว่า "ครูเป็ด" มนต์ชีพ ศิวะสินางกูล ขาประจำเวทีคอนเสิร์ทของอะคาเดมี่ผู้นี้นี่เอง... : )

0 ถ้าจะเปรียบเทียบภาพรวมของนักล่าฝันในครั้งแรกกับครั้งที่สอง มองว่าอย่างไร

แตกต่างกันเลย คือเอาตัวน้องๆ ที่เข้าสู่บ้านนี้ก่อน โดยส่วนตัวผมคิดว่า ปีที่แล้วคนเข้ามามีความน่าสนใจกว่า เพราะว่าปีที่แล้วแต่ละคนมีความแตกต่างอย่างชัดเจน โอเคเรื่องเก่งไม่เก่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่บุคลิกลักษณะของน้องๆ เมื่อครั้งที่แล้วแต่ละคนทำให้เรารู้ ทำให้เราจำได้ว่าพวกเขาเป็นสีที่เจำได้ว่ามันมีแดงมีเขียว น้ำเงิน มีเหลือง มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน เรื่องความแตกต่างเป็นเรื่องที่ทำให้คนจำได้ และมีความน่าสนใจว่า นี่คือวิทย์ คนนี้คือจีน ซีแนม คืออ๊อฟ แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างอย่างชัดเจน

แต่ปีนี้ความแตกต่างตรงนี้มันน้อย แน่นอนว่าไม่มีใครเหมือนใครร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่ว่าเราจะเห็นได้ว่าแต่ละคนใน AF 2 มาจากสังคมที่มีความใกล้เคียงกัน ก็เลยไม่มีสตอรี่ แต่คนที่มาจากต่างสังคมกัน เวลาเข้ามาแล้วจะมีสตอรี่ คนที่มาจากสังคมเดียวกัน เข้ามาก็จะมาเออออห่อหมกกันไปได้ นั่นคือข้อหนึ่ง

ข้อที่ 2 ก็คือเวลาที่จะพูดคุยให้คนจดจำนักล่าฝันแต่ละคนเนี่ย มันไม่มีแง่มุมอะไรที่แหลมคม คนเก่งก็เก่ง แต่ว่าไม่ได้ถือว่าเก่งมาก ไอ้คนไม่เก่ง แต่ก็ไม่ถือว่าเลวร้าย แต่ปีที่แล้วมันทุกทิศทาง ปีนี้ก็เลยยังไม่แหลมคมเท่าปีที่แล้ว

0 ครั้งนี้พวกเขามีมาตรฐานโดยเฉลี่ยทั้งหมดแค่ไหน

มาตรฐานใกล้เคียงกันมากกว่า ถือว่าค่าเฉลี่ยของน้องทั้ง 12 อยู่ในค่าเฉลี่ยที่เท่ากัน ไม่ต่างกันมาก แต่ปีที่แล้วมันมีต่างกันมาก คนที่ไม่ดีก็มีเรื่องราวที่ทำให้คนชื่นชอบได้

อ่านฉบับเต็ม...

คงไม่ต้องแปลความหมายหรือถอดรหัสสิ่งที่ครูเป็ดพูดอีกรอบนะ... มันแจ่มในตัวหนังสืออยู่แล้ว แต่จะขออภิปรายเสริมเติมสิ่งที่ขาดตกไปในครั้งก่อน พร้อมปวดกบาลกันหรือยัง FC ทั้งหลาย

************

สรุปก่อนว่า สิ่งที่ UBC ต้องคิดหนักก่อนจะเริ่มโครงการปีที่สองคือ

  1. รูปแบบรายการที่ซ้ำเดิม เอาคนไปเก็บตัวในบ้านทั้งวันทั้งคืน แล้วออกคอนเสิร์ทวันเสาร์ จะสอดแทรก/ปรับเปลี่ยนอะไรให้มันมีความน่าตื่นตาตื่นใจกว่าเก่า
  2. เอาคืน "อากู๋" ที่ฉกเอาเด็ก AF 1 ไป ตอนแรกรับปากดิบดีว่าจะเป็นเมียแต่ง แต่กลับกลายเป็นเมียน้อย เหอ เหอ

จากประสบการณ์ในปีแรกบวกกับสองข้อข้างต้น จึงนำมาสู่ "อลังการงานสร้าง" ในปีที่สอง โปรดักชั่นต่าง ๆ ทั้งการตกแต่งภายในบ้านพัก เวทีคอนเสิร์ท เครื่องแต่งกาย ดนตรี ฯลฯ นับว่าลงทุนอย่างใหญ่โตโอฬาริก ต่างจากปีแรกอย่างเห็นได้ชัดอย่างดำ-ขาว เป็นเพราะปีนี้ผู้จัดมีเป้าหมายชัดว่า จะจัดการอย่างไรกับทั้งสิบสองคน นั่นคือถือเป็นสินทรัพย์ของบริษัทที่จะต้องจัดการเองไม่ให้ใครมาสัมปทานรับช่วงต่อไปอีก ฉะนั้นใน 12 สัปดาห์ ต้องปั้นให้พวกเขาดังอย่างรวดเร็วที่สุด พอจบรายการปุ๊บต้องใช้งานได้ปั๊บ ส่งไปออกรายการ/เดินแบบและอีกสารพัดได้ทันที อิอิ เมื่อเป็นหนทางจะ "ถอดทุน" ก็ไม่แปลกอะไรที่จะกล้า "ลงทุน" เนอะ

ถ้าใครจำปีแรกได้เราจะเห็นว่าเนื้อหาส่วนใหญ่เราจะรับรู้ผ่านหน้าจอทีวีเป็นหลัก งานที่เรียกว่า "เบื้องหลัง" จะมีน้อยมาก แต่มาปีนี้ดูเหมือนกับว่าโปรดักชั่นที่ยิ่งใหญ่จะทำให้เรา "รู้สึก" ว่ามันมีเบื้องหลังบางอย่าง นอกจากการฝึกซ้อมร้องเพลงของนักเรียน ที่คนดูทางบ้านไม่สามารถ "มองเห็น" ได้ แต่ก็รับรู้และเชื่อว่ามันมีอยู่จริง เน้นว่าเป็น "ความรู้สึกของคนดู" ส่วนจะจริงเท็จแค่ไหนอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งที่ในซีซั่นแรกมันก็อาจจะมีเบื้องหลังเหมือน ๆ กันละ แต่เรา (หรือข้าพเจ้าเอง อิอิ) กลับไม่รู้สึกสำเหนียกว่ามันมีอยู่ แค่เห็นภาพบนหน้าจอที่เขาประกาศว่าคือรายการ reality show ก็ถือว่าได้รับข้อมูลข่าวสารเพียงพอแล้ว

ตัวอย่างเช่น ปีแรกจะมีทีมงานเอาไวร์เลสไมโครโฟนเดินโทง ๆ เข้ามายื่นให้ บางทีก็มีแม่บ้านมาเช็ดถูปัดกวาด หรือเอาอาหารมาส่งไว้บนโต๊ะอาหารในบ้าน ภาพพวกนี้เราจะได้เห็นหมด แต่ปีนี้จะทีมงานจะไม่ตัดภาพพวกนี้มาให้ดูเลย ซึ่งเข้าใจว่ามันต้องมีอยู่เหมือนเดิม นอกจากนี้จากการสนทนาพูดจาระหว่างนักเรียนกับบรรดาครู ๆ จะรู้ได้ทันทีว่า มีกิจกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นแต่เราไม่เห็น เช่น ลองชุดหรือ fitting , การวางคอนเซ็ปต์แต่ละสัปดาห์ อะไรจำพวกนี้

การออนแอร์ในบ้าน 24 ชม. เหมือนจะให้เราเห็น "เบื้องหลัง" ของการขึ้นเวทีของนักล่าฝันแต่ละคน ว่ามีประพฤติกรรมเป็นใดบ้าง นี่ละคือความพยายามของผู้จัดรายการที่จะบอกว่าเป็น reality ของจริงแท้แน่นอน (ต่างจาก "เดอะสตาร์" ที่ใช้วิธีตัดต่อทำเป็นไฮไลท์ออกอากาศแค่วันละไม่กี่ชั่วโมง) แต่ในภาพ "เบื้องหลัง" มันก็ยังมี "เบื้องหลัง" ซ้อนขึ้นมาอีกชั้น ที่เป็นการเตรียมงานการโปรดักชั่นต่าง ๆ ไม่แปลกอะไรที่จะเกิด conspiracy theory กับรายการนี้ตลอดทั้งสองปีที่ผ่านมา และก็จะเกิดขึ้นตลอดไปด้วย ที่ว่าการจะให้ใครอยู่หรือออกจากบ้านอยู่ในกำมือของผู้จัดคือ UBC ใครเรตติ้งไม่ดีไม่มีใครอยากดูแล้วก็ปล่อยไป หรือแบบว่า

ในสัปดาห์ที่ 'ว่าน' ถูกโหวตออกจากบ้าน เหตุผลจริงๆ น่าเป็นเพราะเขาแสดงความสนิทสนมกับ 'พัด' มากเกินกว่าเพื่อนมากกว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ 'ผู้จัด' ก็เลยตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้มีเรื่องชู้ฉาวแบบ 'Big Brother'

มาจาก...

ไม่แปลกที่วิธีคิดอย่างนี้จะเกิดขึ้น แม้สิ่งที่ปรากฎอยุ่ตรงหน้าปะยี่ห้อว่า reality แบบจริงโคตร ๆ ไม่เห็นเหรอ... เอามาให้พวกมึงดู 24 ชม. ว่าใครเก่งสามารถ ใครอุสาหะพยายาม ใฝ่ดีเป็นกิจวัตร ใครห่วยแตกแต่ยังขี้เกียจ แถมนิสัยยังแย่อีก ดูเอาแล้วก็ตัดสินใจเอาว่าจะชอบจะเชียร์ใคร... ทว่าด้วยสำนึกของคนเฝ้าดู ที่ตระหนักอยู่เสมอว่าเป็น "ความจริง" ที่กำลังถูก "จัดการ" หรือเรียกสลับกันให้เท่ห์ว่า "การจัดการความจริง" (จำไม่ได้ว่าเคยได้ยิน/อ่านจากที่ไหน) จึงยังเชื่อว่าเมื่อมีเบื้องหน้าก็ต้องมี "เบื้องหลัง" อยู่หลังฉากกั้นอีกหนึ่งระดับ ดังนั้น ไอ้รายการ reality show ที่กำลังฮิต มันก็คือรายการที่สร้างให้คนดู "เชื่อว่าจริง" นั่นแล

แล้ว reality show อย่าง ตันหยงลิมอ-ตากใบ-กรือแซะ และอีกมากมาย ที่รับรู้ผ่าน "ข่าว" ไม่ว่าจะเป็นน.ส.พ.หรือทีวี ที่เรารับรู้แค่เพียงเสี้ยวส่วนของมันเท่านั้น มันผ่าน "การจัดการความจริง" จากจุดที่เกิดเหตุมากี่ขั้นตอน... กว่าจะมาปรากฎบนจอทีวีบนหน้าน.ส.พ.ให้เราดู/อ่านกันถึงบ้าน สุดท้ายแล้วจะเชื่อใครดีละ ทักษิณ-อานันท์-ปชป.-ไทยรัฐ-บางกอกโพสต์-สรยุทธ-เจิมศักดิ์ ฯลฯ ที่ทำให้คุณเชื่อว่านั่นละ reality หรือคุณจะเชื่อตัวคุณเอง... การตัดสินใจกระหน่ำโหวตให้ V ต่าง ๆ มาจากสิ่งที่ทุกคนเห็นอยู่ตรงหน้าหรือมาจากเสียงกระซิบที่สั่งจากข้างในกันแน่... ท่าทีเห็นใจหรือประมาณมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ มาจาการรับรู้ภายนอกหรือสิ่งที่คุณเชื่อมาแต่นมนานกันแน่... ตอบยากเนอะ... เพราะบางทีมันอาจจะเป็นทั้งสองอย่างนั่นละผสมกัน... ปวดหัวจัง...

ต่อให้ UBC เอากล้องไปติดให้เต็มสามจังหวัด ถ่ายทอดสดให้ตลอดวันและคืน ใช่ว่าเราจะรับรู้อย่าง absolute ได้ว่า "ความจริงสมบูรณ์แบบ" คืออะไรกันแน่... ไม่ต่างอะไรจาก AF ที่หลายคนก็ยังติดค้าง อยากจะรู้ว่า "ความจริงทั้งหมด" คืออะไร ทำไมคนนี้แฟนคลับเยอะคนกรี๊ดแต่ต้องออกจากบ้านไปก่อน... แต่สักพักก็คงจะลืม แล้วค่อยมาสงสัยกันใหม่ในฤดูกาลหน้า


edit @ 2005/10/14 12:37:42
edit @ 2005/10/14 12:41:39
edit @ 2005/10/26 16:25:01


Mr.Golffee
View full profile