entertain

เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว UBC Fantasia ที่นำเด็กรุ่นสองทั้งหมดมาเป็นเด็กในสังกัดอย่างเต็มตัว นึกแล้วให้น้อยใจแทนเด็กรุ่นแรกเป็นยิ่งนัก เป็นลูกหัวปีเกิดตอนที่พ่อแม่ยังเก้ ๆ กัง ๆ เลี้ยงลูกไม่เป็น จะว่ายากจนจนไม่มีปัญญาจะเลี้ยงก็ม่ายช่าย... ตังค์นะมี เพียงแต่ไม่มีสมองต่างหาก เลยต้อง "ฝากเลี้ยง" ไว้กับคนอื่น ซึ่งเขาก็ปฏิบัติตอบอย่างดีเทียบเท่ามาตรฐานลูกเมียน้อย 555

เบื้องหลังกลยุทธทางธุรกิจครั้งนี้ เอาไปแต่งหนังสือ... "รู้ทันอากู๋" (หลังเสียรู้มาแล้ว) ได้เลย

ปัจจัยหนึ่งที่ขับดันให้เด็กรุ่นสองโด่งดัง เรียกเรตติ้งได้มากกว่ารุ่นแรกถึงห้าเท่าตัว (UBC แถลงเองนะ) คงหนีไม่พ้น "เสื้อผ้า-หน้า-ผม" นั่นละ ดังเห็นได้จากการคัดเด็กทุก V โครงการในปีนี้ เป็นในลักษณะสำเร็จรูป "พร้อมใช้งาน" ทันที ฉีกซองเติมน้ำร้อนก็ซดบะหมี่ได้แว๊วว อร่อยแบบ ยำ ยำ (เพื่อนผู้เขียนทำงานที่นี้ ขอเชียร์ด้วยคน... )

หน้าตาของเด็ก AF2 จึงทิ้งขาดเด็กรุ่นปฐมหลายช่วง "แนว" กว่าหลายเท่า ไอ้ประเภทบ้าน-บ้าน (ครูรักชอบพูดคำนี้) ไม่มีหลุดมาเสียล่ะ... ยังจำได้ว่าตอนเริ่มโครงการสองใหม่ ๆ ได้สนทนากับเพื่อนที่เป็นแฟนคลับจุ้มจิ้มเหมือนกัน อิอิ เราสรุปว่าสาวน้อย AF2 แต่ละอนงค์นางหน้าตาจิ้มลิ้มชวนฝันเป็นอย่างยิ่ง ส่วนผู้ชายนั่นเล่า เหอ เหอ อย่าให้ said เลย (เดี๋ยวจะเข้าใจผู้เขียนผิดน่ะ ตัวเอง) การมีรูปร่างหน้าตาน่ามองเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้คนนั่งเฝ้าหน้าจอ ติดตามใกล้ชิด เป็นธรรมดาของการแสดงที่นักแสดงต้องมีหน้าตาดีกว่าคนปกติ

อีกส่วนคือเสื้อผ้า เน้นเสื้อผ้าที่ใส่ในบ้านนะครับ ไม่เกี่ยวกับบนเวทีคอนเสิร์ทซึ่งต้องเต็มที่อยู่แล้ว เข้าใจว่าปีนี้มีสไตลิสท์ที่รับผิดชอบจัดหาเสื้อผ้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันของเด็กโดยเฉพาะ ว่าเธอคนนี้ต้องใส่อะไร ใส่สีไหน เฉดไหนถึง "ขึ้นกล้อง" หรือขณะปรากฎบนหน้าจอทีวี อย่างลูกตาลนี้มีธีมหลักที่สีชมพูใช่ไหมเอ่ย... น้องพัดยังเคยแซวเลย ที่ผู้เขียนเข้าใจเช่นนี้เพราะเด็กเขาคุยกันให้เรารู้เองว่า เวลาจัดส่งเสื้อผ้ามาให้เด็กในบ้าน เขาจะจัดชุดมาให้เลย ว่ากางเกงตัวนี้ต้องจับคู่กับเสื้อตัวนี้ แล้วใส่อีกตัวทับ เมื่ออาภรณ์อันเหมาะสมได้รับการจัดวางอย่างเหมาะสมบนร่างกายที่สมควร ยิ่งเสริมส่งให้ทุก V เป็นที่รักของทุกคนแบบโหวตลืมตาย

ยิ่งได้สปอนเซอร์เป็นเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ก็ยิ่งไปกันใหญ่... ต่างจากเด็กรุ่นแรกที่ไม่รู้เอาเสื้อผ้ามาจากไหน พิโธ่... เฉดสีหลักของเด็กทุกคนหรือทั้งบ้านนั่นละคือ ขาว-เทา-ดำ น่าเวทนาจริง หน้าตาก็บ้าน-บ้านอยู่แล้ว เสื้อผ้ายังไม่ส่งอีก เลยไม่ปิ๊งปั๊งเปล่งประกายเท่าที่ควร อาศัยว่าเป็นปีแรก เป็นของมาใหม่ เลยพอเรียกแฟนคลับได้บ้าง อย่างน้อยก็ผู้เขียนคนหนึ่ง... โอ้ย... ปวดฟันจัง อยากปหาหมอจิ้ม แต่รอปีหน้าก่อนนะ เขาว่าประกันสังคมให้ทำฟันได้ไม่อั้น หุ หุ

แต่มิได้กล่าวหาว่าเด็กรุ่นสองไม่มีความสามารถ อาศัยหน้าตานำพาความดังแต่ถ่ายเดียวหรอกนะ รุ่นนี้เก่งกาจกว่ารุ่นแรกเยอะ ลองกลับไปอ่านโพสต์ที่แล้วก็ได้ "ครูเป็ด มนต์ชีพ" สรุปอย่างโดนว่า ปีนี้เด็กเก่งเท่ากัน แต่ความน่าสนใจสู้เด็กปีแรกไม่ได้ เพราะเด็กรุ่นนั้นมี story ที่แตกต่างกันให้คนดูจดจำ... นั่นคือเรื่องราวที่เป็นแบ็คกราวน์แต่หนหลัง ของแต่ละคน สร้างแรงดึงดูดให้ผู้ตฃคนติดตาม ขณะที่รุ่นนี้ ผู้เขียนได้ว่าไปแล้วข้างต้น เสื้อผ้า-หน้า-ผม นั่นเอง ฟันธงครับ : D

เป็นสัจจธรรมที่ทุกคนรู้กันดี สำหรับคนอยากดังในวงการบันเทิง นอกจากจะเก่งและสามารถแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เด็ก AF2 ซึ่งหน้าตาน่ารักน่ามองเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค ในการถ่ายทอดสด 24 ชม. ประการหนึ่ง หลายคนที่เคยดูทั้งสองปีอาจไม่ได้สังเกต ปีสองนี้มีภาพในลักษณะภาพบุคคลครึ่งตัวหรือ portrait มากมาย อาจเรียกได้ว่าเป็นลักษณะภาพหลักจนเป็น "องค์ประธาน" ของรายการไปเลย ในปีแรกภาพพวกนี้จะเป็นแค่ insert เท่านั้น (ผู้เขียนใช้ภาษาช่างภาพถูกหรือเปล่านะ) เรื่องนี้ยังเกี่ยวพันเชื่อมโยงในประเด็นอื่นอีก วิเคราะห์ได้ยาว ติดไว้ก่อนก็แล้วกัน อิอิ (ขี้เกียจอะ)

แต่ ณ ตรงนี้อธิบายชั้นต้นได้ว่า ก็แหม... ทั้งหล่อ สวย น่ารัก น่าเอ็นดู ก็ต้องโชว์กันใกล้ ๆ จะจะ หน่อยดิ ว่า "เค้าคัดมาดีนะ" เพื่อให้ผู้ชมทางบ้านเห็นแบบเต็มตา รู้สึกว่าใกล้ชิดทั้งที่จริงอยู่ห่างเป็นกิโล จะได้ช่วยกันเชียร์ ช่วยกันโหวต... อย่าได้ขาดสาย


edit @ 2005/10/26 16:24:26

ไปอ่านเจอที่บอร์ดแห่งหนึ่ง (แห่งไหนยังไม่บอก... ) เขาบอกว่าที่เมืองอังกฤษซึ่งมีทั้ง Academy Fantasia (ที่นั้นใช้ชื่อว่า Fame Fantasia) และ Big Brother เหมือนกับเมืองสยาม การณ์กลับสวนทาง คนอังกฤษเขาชื่นชอบ BB มากกว่า AF ขณะที่พี่ไทยกรี๊ด AF ถล่ม ส่วน BB โดนแจกแห้วให้รับทาน เนื่องด้วยว่า AF โดยเฉพาะฤดูกาลสองได้บรรจุรหัสความหมายบางอย่าง อันเป็นที่สอดรับกับจริตของสังคมไทยนั่นเอง

แม้ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองรายการจะถูกกักกันตัวในพื้นที่จำเพาะ ไม่อาจติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกได้ ในโลกของพวกเขาอาจดูเหมือนจะโดดเดี่ยว หากแต่ในที่แห่งนั้นหาได้ปลอดจากคติ ความเชื่อ สำนัก หรือค่านิยมร่วมสมัยของสังคมไปได้ กลับถูกขับเน้นขยายความให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่ง AF ทำได้ตรงเป้าเร้าอารมณ์มหาชนเหนือชั้นกว่า BB หลายขุม เลยได้ทั้งเงินทั้งกล่อง

แล้วนัยยะอะไรบ้างเล่า ที่ AF ฤดูกาลสองสอดแทรกไว้ ขอยกตัวอย่างเท่าที่นึกออก ดังนี้

เป็นเรียลิตี้โชว์ที่ sexual-free : เหอ เหอ ต้องยอมรับว่าเรื่องเพศหรือ love affair กับ reality show เป็นของคู่กัน นับแต่เกิดไอ้รายการพรรค์นี้ขึ้นในเมืองฝรั่ง มักจะมีข่าวฉาวกลิ่นคาวจำพวกนี้เสมอ ก็เมื่อเขาโฆษณาว่ามันเป็นชีวิตจริงของมนุษย์ แล้วอะไรละที่เป็นจริงแท้แน่นอนสำหรับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน แน่นอนว่าคงไม่พ้นระบบชีววิทยาของร่างกาย ก็ กิน-ขี้-ปี้-นอน ไง ... (ขอใช้คำหยาบ) เคยมีข่าวว่า BB ที่ฝรั่งเศสมีการร่วมเพศออกอากาศ เห็นเป็นเงาตะคุ่ม ๆ พร้อมซาวด์ประกอบให้รู้ว่าเริ่มและเสร็จกิจเมื่อไหร่ 555 แล้วเชื้อนี้ก็แพร่มาสู่ BB พากย์ไทยด้วย แต่แค่จุ๊บ ๆ จ๊วบ ๆ ประกบปากเท่านั้นเอง ยังโดนรุมด่าเสียเปิดเปิง อ้าว... ก็มันชีวิตของเขาจริง ๆ ตัวเป็น ๆ นี่หว่า

AF2 ซีเรียสจริงจังกับเรื่องนี้มาก ตั้งแต่มีข่าวก่อนจะเข้าไปอยู่ในบ้านเลยว่า ห้ามเด็กจีบกัน แถมเข้าบ้านไปแล้ว วันแรกเลยครูใหญ่เตือนเด็กผู้หญิงว่าต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ใส่กางเกงเอวต่ำต้องระวัง !!! นี่ละหนา gender bias ของสังคม มักจะโยนภาระอันเกี่ยวข้องในทางเซ็กส์ให้กับเพศหญิง ก็เพราะแต่งตัวโป๊ยั่วยวนผู้ชายใช่ไหม จึงเกิดอาชญากรรมทางเพศ ถ้าเธอเรียบร้อยแต่งตัวเป็นแม่ชี ผู้ชายคงไม่อยากร่วมเพศกะเธอหรอก หุ หุ ไอ้ bias ตัวนี้มันหลุดรอดเข้าไปอยู่ในบ้านสารินด้วย นี่ละ... เรียลิตี้ของจริง

ขนาดเรื่องเล็กน้อยของหนุ่มสาวจะกุ๊กกิ๊กปิ๊งปั๊งกันบ้าง อันเป็นธรรมชาติของวัยนี้ ครูใหญ่ก็ยังร้อนใจเรียกพี่ใหญ่คือพี่มายด์เข้าไปคุยด้วยเลย โห... วิตกจริตขนาดหนัก หาก love affair แบบกระหนุงกระหนิงอย่างนี้ มันเลวร้ายขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทยแล้ว สงสัยว่าละคอนหลังข่าวของทุกช่องคงถูกแบนเรียบแล้วละครับ ย้อนไป AF1 แล้ว จะพบว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปรกติมาก หนำซ้ำทางรายการยังช่วยลุ้นพยายามจับคู่จนออกหน้าออกตาเสียด้วยซ้ำ (ตามขนบเรียลิตี้ฝรั่ง) ดังแต่สัปดาห์ต้น ๆ เลย พิธีกรบนเวทีคอนเสิร์ทยังแซวคู่ของหนุ่มเคกับสาวน้ำตาล แล้วยังมีคู่ปอกับแหม่มอีกด้วย (เห็นมั๊ยว่า fC ตัวจริง) ไม่เห็นต้องกระมิดกระเมี้ยนแบบฤดูกาลนี้เลย แต่สุดท้ายมันก็อั้นไว้ไม่อยู่ ใน AF2 สัปดาห์รองสุดท้าย ซึ่งต้องจับคู่หนุ่ม-สาวร้องเพลงรักหวานช่ำ พิธีกรบนเวทียังเชียร์ "อนาคตอาจเป็นแฟนกัน" เลย... แหม... ก็อารมณ์มันพาไปขนาดนั้น ในบ้านก็ซ้อมละคอนคู่กันหนาวซึ้ง บทบาทบนเวทีก็เล่นเอาแฟนคลับกรี๊ดกันแทบฮอลล์จะแตก มันต้องแหกสคริปต์กันบ้างละ

แต่ที่ยอมรับไม่ได้เลย... คิดไงให้เด็กรุ่นนี้ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นเล่นน้ำในสระว่ายน้ำวะ... สปอนเซอร์เป็นถึงไนกี้ ทำไมไม่จัดชุดว่ายน้ำให้ใส่ จะกี่ชิ้นก็ช่างเหอะ จำได้ไหมในซีซั่นแรก น้องแหม่มเธอทรงเครื่องบิกีนี่ทูพีซลงสระที่เดียวกันนี่ละ โห... สวยเอ็กซ์เซ็กซี่เป็นบ้า ขออนุญาตปาดน้ำสาย อิอิ พอมารุ่นสอง เด็กแต่ละคนโดนคัดมาแบบแจ่ม ๆ ทั้งน้าน... น้องลูกตาลงี้ น้องกุ๊กไก่งี้ น้องเปรี้ยวงี้ น้องบอยงี้ ... อึ๋ยยย เช็ดน้ำลายอีกรอบ อิอิ อดดูเลย... อย่างว่าละเขาตั้งใจจะให้เป็น "เรียลิตี้โชว์ปลอดเซ็กส์" นี่หน่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :P สังคมไทยยังไงก็ยังเป็นสังคมปิดสำหรับประเด็นทางเพศ ไอ้ที่พูดกันปาว ๆ ตามหน้า น.ส.พ.หรือหน้าจอทีวีว่า ทุกวันนี้เปิดกว้างกว่าแต่ก่อนแล้ว โม้ทั้งนั้น...

รับใช้วาระทางสังคม : ช่วงของการออกอากาศทับกับวันสำคัญของศาสนาและชาติพอดี ทั้งเข้าพรรษา อาสาฬฯ และวันแม่ จำได้ว่ารุ่นแรกคุณครูก็พูดถึงเกริ่นถึงแทรกระหว่างสอนพอเป็นพิธี อาจมีกิจกรรมบ้างเล็กน้อยแล้วก็เรียนต่อ แต่ปีนี้เอาจริงเอาจังอย่างยิ่ง เขาบอกว่าถึงกับนิมนตร์พระเข้ามารับบาตรถึงในบ้านทีเดียว แล้ววันแม่ยัง built อารมณ์กันสุด ต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ๆ แบบนันสตอป เล่นเอาน้ำตาร่วงร้องห่มร้องไห้ แต่ขอโทษ... ผู้เขียนอยากจะอ้วก ต้องรีบกดรีโมทเปลี่ยนช่องครับ มันเยอะเกินจะรับ (นี่ไงละ)

อ้อ... เรื่องสามจังหวัดปักษ์ใต้นั่นไง ยังอุตส่าห์ลากเข้ามาเกี่ยวด้วยเลย สุดยอดจริง ๆ ทั้งที่ในบ้านก็ไม่ได้ดู UBC อัพเดตข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอกเลย (UBC ปรารถนาให้คนไทยทั้งประเทศรวมทั้งในสามจังหวัดดูเคเบิ้ลทีวีของตน เว้นแต่เด็กทั้ง 12 คนระหว่างอยู่ในบ้าน 12 สัปดาห์ อิอิ) ตรงนี้ละที่ส่งให้ AF ป๊อปปูล่ากินขาด BB เพราะสามารถสร้างความเชื่อมต่อระหว่างโลกภายใน (ในบ้านสาริน) กับโลกภายนอก (โลกจริง) ได้ ทั้งที่คนที่อยู่สองโลกนี้ไม่อาจสัมผัสกันได้เลย แม้แต่บนเวทีคอนเสิร์ทปีนี้ ยังไม่ให้รับดอกไม้หรือสัมผัสมือกับแฟนคลับ !!! ขณะที่ BB เหมือนถูกเอาไปปล่อยเกาะทิ้งให้พวกเขาอยู่อย่างลำพัง ไม่รับรู้สภาพความเป็นจริงภายนอกเลย

นี่ละ...บทบาทของครูในบ้านจึงสำคัญยิ่งกว่าการเป็นแค่คนสอน เพราะในบ้าน BB ไม่มีใครอื่นใดนอกจากผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบสอง เป็นพื้นที่ต้องห้ามตัดขาดจากโลกภายนอกชัดเจน หากแต่ใน AF มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งคือบรรดาคุณครูทั้งหลาย เขาเหล่านี้สามารถเดินเข้าออกบ้านสาริน สลับสับเปลี่ยนระหว่างโลกภายใน-โลกภายนอกได้ สำนึกของคนดูที่มีต่อบ้าน AF จึงมิใช่พื้นที่เฉพาะตัดขาดโลกภายนอกหรือโลกจริงอย่างสมบูรณ์แบบเฉกเช่น BB (ซึ่งเหมือนถูกจับปล่อยเกาะ) เพราะยังมีคนเข้าออกให้เห็นทุกวัน ส่งให้กิจกรรมต่าง ๆ response ต่อคติความเชื่อค่านิยมต่าง ๆ ของสังคมได้ นี่ละ... เรียลิตี้ของจริง

สถานภาพของผู้ชายปัจจุบัน : เย้ อันนี้ขอแยกจากเรื่องเพศ เพราะผู้เขียนเพิ่งโพสต์ประเด็นนี้ก่อนหน้านี้หยก ๆ ที่นี่ เลยไม่อยากจะโม้ตรงนี้มาก (โพสต์นี้ยาวเกินไปแล้วเนอะ) ตอนนั้น issue ระหว่างบอยกับอ๊อฟยังไม่แรง อีกทั้งผู้เขียนก็ไม่ได้คิดว่ามันจะบานปลายขนาดนี้ ทั้งที่เพิ่งเขียนเรื่องนี้เอง เหอ เหอ คิดดูเถอะตอนสัมภาษณ์หลังคอนเสิร์ทรอบสุดท้ายจบ นักข่าวจ่อไมค์ถามว่าในเน็ทบอกว่าทั้งสองกิ๊กกัน (โห...นักข่าวฉบับไหนวะ เอาเรื่องในเน็ทไปถามแหล่งข่าว... โคตรเลย...) ผู้เขียนขอฉวยใช้เป็นกรณีศึกษาไปเลย เพื่อยืนยันว่าในปัจจุบันนี้ ผู้ชายนอกจากจะทำให้เราต้องรักษา space ระหว่างเพศตรงข้าม (หญิง) แล้ว ยังต้องระวังรักษาระยะห่างระหว่างเพศเดียวกันอีก เหนื่อยโว้ย... แต่นี่คือความจริงในโลกปัจจุบัน หาก AF2 จัดเมื่อ 20 ปีก่อน ทั้งบอยและอ๊อฟคงไม่ถูกมองอย่างนี้แน่นอน นี่ละ... เรียลิตี้ของจริง

สรุปว่า AF2 มันถูกดัดปรับเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม ให้เป็นเรียลิตี้โชว์แบบไทย ๆ อย่างลงตัว จนเร่งเร้าให้อยากชมเดอะสตาร์ภาคสามเสียจริง ว่าจะปรับกระบวนโต้ AF อย่างไร จะมาหมกหมุ่นเอาแต่ซ้อมร้องซ้อมเต้นอย่างเดียวไม่ได้เสียแล้ว


edit @ 2005/10/22 23:29:14
edit @ 2005/10/26 16:23:38

ค่ำวานนี้ (25 ต.ค.)เดินตัวเบาออกจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หลังจบคอนเสิร์ทของ อ.ดนู ฮันตระกูล เสียงใบใผ่ จะว่าเป็นคอนเสิร์ทก็กระไรอยู่ ต้องบอกว่าไปดูเขา "เล่นดนตรีกัน" จะเข้าท่ากว่า ไม่มีแสงสีหรือเทคนิคพิเศษ ทั้งนักร้องนักดนตรีไม่ต้องทรงเครื่องหรือแต่งหน้าทำผม ขนาดวงดนตรียังกองกับพื้น ไม่ขึ้นไปเล่นบนเวที... คงจะเซ็ทตำแหน่งไว้เพื่อบันทึกเสียง (ซึ่งก็เปิดให้คนเข้าชมได้เช่นกัน) แล้วก็เล่นโชว์ต่อเลย ขนาดผู้ฟังเข้าไปนั่งรอเวลาคอนเสิร์ทเริ่ม ก็ยังซ้อมกันให้เห็นจะจะ สงสัยเป็นของแถมให้มิตรรักแฟนเพลง ที่ฟังบันทึกเสียงตั้งแต่ภาคบ่าย เป็นกันเองดี...

รูปตอนเลิกแล้ว เหอ เหอ เอากล้องไปด้วยแต่แบตเตอรี่ดันหมด... ลืมชาร์จ... จอแสดงผลไม่ทำงาน เลยไม่กล้าถ่ายตอนแสดง กลัวไฟแฟลชไปกวนเขา อิอิ (แต่ต้องมีรูปมาโชว์ ยันว่าไปมาจริงนะเฟ้ย)

อ.ดนู เล่นเพลงในชุดใหม่ให้ฟัง 10 เพลงรวด ให้เราที่ห่างหายงานคอนเสิร์ทอย่างนี้ไปหลายปี อิ่มแทนข้าวเย็น... ยิ่งได้ฟังแบบออเคสตร้าเต็มวง จะยิ่งอิ่มกว่านี้...

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้ว่ากี่นานต่อกี่นานแล้ว ที่ไม่ได้ฟัง "พี่แป๋ม" สุภัทรา อินทรภักดี ร้องเพลงสด ฟังแต่ในซีดีไหมไทยกับอัลบั้มเดี่ยวของเธอจนแผ่นจะสึกแล้ว นักร้องในดวงใจของผมเลยครับ แม้เธอจะร้องเพลงบันทึกเสียงไว้ไม่มาก แต่นั้นก็ยิ่งขับเน้นความมีคุณค่าในเนื้องาน

กลับมาที่งานของอ.ดนู ท่านออกตัวว่างานชุดนี้แทบจะฉีกไปคนละทาง มีทั้งเพลงบรรเลงแบบคลาสสิค เพลงขับร้องก็มีทั้งป๊อป โฟล์คร๊อค เพื่อชีวิต ลูกทุ่ง เพลงรำวง ฯลฯ แต่จากที่นั่งฟังแบบสด ๆ และฟังจากแผ่นซีดีในฐานะแฟนเพลง ประจักษ์ว่าความแตกต่างของแนวเพลงไม่ได้เป็นอุปสรรคบั่นทอนโสตสัมผัสของผู้ฟังแต่ประการใด ด้วยเพราะของดนูมี sound เดียว อันเป็นแบบฉบับเฉพาะตัว ไม่ว่าจะฟังเพลงไหนจะมี "สำเนียง" อย่างว่า... แทรกสอดคอยบอกว่านี่ละ... คือซาวด์ของดนู...

ในฐานะที่ติดตามงานมาตั้งแต่ชุด "ชีพจรลงเท้า" ครั้งนั้นมาในนาม "ไหมไทย" วงดนตรีเครื่องสายฝรั่งลักษณะ chamber music ในชุดต่อ ๆ มาก็ค่อยพัฒนาเป็นวงออเคสตร้าเต็มวง ที่ผลงานแปลก เช่น เพลงกวี เพลงประกอบนิทาน ฯลฯ ช่วงแรกนี้ผลงานจะมีความเป็น artistic สูงมาก จนพัฒนาคลี่คลายมาสู่ยุคปัจจุบัน

เพลงในชุดเสียงใบไผ่ (ที่แสดงทั้ง 10 เพลง) ส่วนใหญ่เป็นเพลงมีเนื้อร้อง (อ.ดนู ร้องเองตั้งสองเพลง... อาจเป็นครั้งแรกมั้ง ที่อ.ร้องบันทึกเสียง) เน้นว่าเป็น "เพลงที่มีเนื้อร้อง" มิใช่เพลงร้องธรรมดา ไม่ว่านักร้องคนนั้นจะเป็นใคร ศิลปินใหญ่จากไหน (มี พงษ์สิทธิ คัมภีร์ มาร้องด้วยหนึ่งเพลง) จะมาเดียวหรือมาหมู่ (มีคณะนักร้องประสานเสียง) ไม่ต้องสนใจหรอกครับว่าเขาจะร้องว่าอะไร ทำตัวลืมภาษาลืมเมืองแม่สักพัก ก็ยังรับรสอันไพเราะหรือเนื้อสารของเพลงที่ส่งมาได้ เนื่องด้วย เสียงจากการขับร้องในเพลงของดนู เป็นประหนึ่งเสียงเครื่องดนตรีหนึ่งชิ้น... บรรเลงสอดประสานกันไป

จะฟังดนตรีก็ต้องฟังเสียง "เครื่องดนตรี" ถึงจะได้รับสารัตถะแห่งคีตศิลป์ เพลงที่มี "เนื้อร้อง" หมายความว่า เพลงนั้นกำลัง mixed media นำ "วรรณศิลป์" มาประสมกับ "คีตศิลป์" แต่ใน "เพลงที่มีเนื้อร้อง" ของดนู สร้างแบบฉบับของตน ด้วยการประสานข้ามการสัมผัสรับสารที่ต่างกัน ระหว่าง "ตัวหนังสือ" กับ "เสียงดนตรี" ให้เป็นคีตศิลป์อันทรงเสน่ห์

 

ใครอยากเข้าใจคอนเซ็ปต์ดนตรีที่เป็น "สากล" หรือนัยยะแฝงคือ "ตะวันตก" คงต้องลองฟังด้วยตัวเอง อย่าลืมว่าฐานการฟังเพลงของคนไทย แยกภาคเนื้อร้องกับภาคดนตรีออกจากกัน คงเคยได้ยินว่าเพลงลูกทุ่งนั้น "ร้อยเนื้อทำนองเดียว" กันนะครับ และขนบนี้น่าจะลามมาถึงเพลงไทยสากลด้วย... (ขอเดา)

การฟังเพลงไหมไทยส่งให้ผมชอบฟังเพลงคลาสสิคตั้งแต่ยังเด็ก (ม.ปลาย นี่เด็กหรือเปล่านะ อิอิ) โดยก่อนหน้าก็สนใจใครเมียงมองอยู่เหมือนกัน แต่การได้เริ่มต้นกับอะไรที่ "ไทย ๆ " (ไม่อยากใช้คำนี้เลย แต่ไม่รู้จะอธิบายความอย่างไรดี) ทำให้เราไหลลื่นไปกับมันได้ดีขึ้น ไม่รู้สึกว่าต้องปีนกะไดฟัง อย่างที่ใครเขาว่ากัน ก็ดนตรีเป็นภาษาสากลที่ "ทุกคน/ชน" เข้าถึงได้มิใช่หรือ (เลยไม่อยากใช้คำว่า -ไทย ๆ - ไง แต่คำนี้ใช้กันจนเป็นที่เข้าใจ โดยไม่ต้องหาคำอธิบายว่าคืออะไรไปแล้ว สะดวกดี ขอซื้อ 555 )

จำได้ว่าครั้งแรกที่ฟังเพลงของคีตกวีฝรั่งเศส Debussy ที่เขาว่ากันว่าเป็นเพลงคลาสสิคในตระกูล impressionism พบว่ามีอะไรบางทำให้นึกถึงเพลงของอ.ดนู ในยุคไหมไทย เขาคนนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจหรือศิลปินในดวงใจของอ.ดนู ก็เป็นได้ แค่เพลงฟังคุ้น ๆ แล้วนึกถึงกัน ก็ไม่ควรสรุปอย่างรีบด่วนว่าลอกกันแต่อย่างใด

อะ... สรุปได้ไหมว่าอ.ดนู เป็นนักดนตรีกลุ่มอิมเพรสชั่นนิส... เหมาะเจาะกับที่ผมชอบภาพเขียนแนวอิมเพรสชั่นนิสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยโบกรถขอโดยสารร่วมทางไปด้วยกันได้ ไม่ตีกัน เหอ เหอ

ความไพเราะในเพลงของดนู มิได้อยู่ที่ท่วงทำนองอันแปลกหู หนักแน่น กระชากใจคนฟัง หากแต่อยู่ที่สรรพสำเนียงเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ที่ประกอบขึ้นเป็นเพลง บางขณะก็หลีกล้อ บางขณะก็คลอเคลียซึ่งกันและกัน ระยิบระยับสั่นไหวเหมือนมองแสงที่ตกกระทบบนผิวน้ำ ยิ่งน้ำไหวเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งประกายมากขึ้น

ด้วยตาเปล่า เราคงมองไม่เห็นแสงหรือบรรยากาศที่โอบล้อมรอบตัว แต่มองลำแสงเดียวกันนี้ ขณะส่องผ่านแท่งแก้วสามเหลี่ยม จะพบว่ามีแสงสีอีกมากมายแฝงซ่อนในสิ่งที่เรามองไม่เห็นเป็นสี...



ข้อมูลผลงานและอื่น ๆ ... เว็บไซต์ดนู ฮันตระกูล...


edit @ 2005/10/26 09:08:37
edit @ 2005/10/26 09:10:29
edit @ 2005/11/07 23:08:15

edit @ 2005/11/07 23:09:26


Mr.Golffee
View full profile