entertain

ไปอ่านเจอที่บอร์ดแห่งหนึ่ง (แห่งไหนยังไม่บอก... ) เขาบอกว่าที่เมืองอังกฤษซึ่งมีทั้ง Academy Fantasia (ที่นั้นใช้ชื่อว่า Fame Fantasia) และ Big Brother เหมือนกับเมืองสยาม การณ์กลับสวนทาง คนอังกฤษเขาชื่นชอบ BB มากกว่า AF ขณะที่พี่ไทยกรี๊ด AF ถล่ม ส่วน BB โดนแจกแห้วให้รับทาน เนื่องด้วยว่า AF โดยเฉพาะฤดูกาลสองได้บรรจุรหัสความหมายบางอย่าง อันเป็นที่สอดรับกับจริตของสังคมไทยนั่นเอง

แม้ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองรายการจะถูกกักกันตัวในพื้นที่จำเพาะ ไม่อาจติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกได้ ในโลกของพวกเขาอาจดูเหมือนจะโดดเดี่ยว หากแต่ในที่แห่งนั้นหาได้ปลอดจากคติ ความเชื่อ สำนัก หรือค่านิยมร่วมสมัยของสังคมไปได้ กลับถูกขับเน้นขยายความให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่ง AF ทำได้ตรงเป้าเร้าอารมณ์มหาชนเหนือชั้นกว่า BB หลายขุม เลยได้ทั้งเงินทั้งกล่อง

แล้วนัยยะอะไรบ้างเล่า ที่ AF ฤดูกาลสองสอดแทรกไว้ ขอยกตัวอย่างเท่าที่นึกออก ดังนี้

เป็นเรียลิตี้โชว์ที่ sexual-free : เหอ เหอ ต้องยอมรับว่าเรื่องเพศหรือ love affair กับ reality show เป็นของคู่กัน นับแต่เกิดไอ้รายการพรรค์นี้ขึ้นในเมืองฝรั่ง มักจะมีข่าวฉาวกลิ่นคาวจำพวกนี้เสมอ ก็เมื่อเขาโฆษณาว่ามันเป็นชีวิตจริงของมนุษย์ แล้วอะไรละที่เป็นจริงแท้แน่นอนสำหรับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน แน่นอนว่าคงไม่พ้นระบบชีววิทยาของร่างกาย ก็ กิน-ขี้-ปี้-นอน ไง ... (ขอใช้คำหยาบ) เคยมีข่าวว่า BB ที่ฝรั่งเศสมีการร่วมเพศออกอากาศ เห็นเป็นเงาตะคุ่ม ๆ พร้อมซาวด์ประกอบให้รู้ว่าเริ่มและเสร็จกิจเมื่อไหร่ 555 แล้วเชื้อนี้ก็แพร่มาสู่ BB พากย์ไทยด้วย แต่แค่จุ๊บ ๆ จ๊วบ ๆ ประกบปากเท่านั้นเอง ยังโดนรุมด่าเสียเปิดเปิง อ้าว... ก็มันชีวิตของเขาจริง ๆ ตัวเป็น ๆ นี่หว่า

AF2 ซีเรียสจริงจังกับเรื่องนี้มาก ตั้งแต่มีข่าวก่อนจะเข้าไปอยู่ในบ้านเลยว่า ห้ามเด็กจีบกัน แถมเข้าบ้านไปแล้ว วันแรกเลยครูใหญ่เตือนเด็กผู้หญิงว่าต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ใส่กางเกงเอวต่ำต้องระวัง !!! นี่ละหนา gender bias ของสังคม มักจะโยนภาระอันเกี่ยวข้องในทางเซ็กส์ให้กับเพศหญิง ก็เพราะแต่งตัวโป๊ยั่วยวนผู้ชายใช่ไหม จึงเกิดอาชญากรรมทางเพศ ถ้าเธอเรียบร้อยแต่งตัวเป็นแม่ชี ผู้ชายคงไม่อยากร่วมเพศกะเธอหรอก หุ หุ ไอ้ bias ตัวนี้มันหลุดรอดเข้าไปอยู่ในบ้านสารินด้วย นี่ละ... เรียลิตี้ของจริง

ขนาดเรื่องเล็กน้อยของหนุ่มสาวจะกุ๊กกิ๊กปิ๊งปั๊งกันบ้าง อันเป็นธรรมชาติของวัยนี้ ครูใหญ่ก็ยังร้อนใจเรียกพี่ใหญ่คือพี่มายด์เข้าไปคุยด้วยเลย โห... วิตกจริตขนาดหนัก หาก love affair แบบกระหนุงกระหนิงอย่างนี้ มันเลวร้ายขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทยแล้ว สงสัยว่าละคอนหลังข่าวของทุกช่องคงถูกแบนเรียบแล้วละครับ ย้อนไป AF1 แล้ว จะพบว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปรกติมาก หนำซ้ำทางรายการยังช่วยลุ้นพยายามจับคู่จนออกหน้าออกตาเสียด้วยซ้ำ (ตามขนบเรียลิตี้ฝรั่ง) ดังแต่สัปดาห์ต้น ๆ เลย พิธีกรบนเวทีคอนเสิร์ทยังแซวคู่ของหนุ่มเคกับสาวน้ำตาล แล้วยังมีคู่ปอกับแหม่มอีกด้วย (เห็นมั๊ยว่า fC ตัวจริง) ไม่เห็นต้องกระมิดกระเมี้ยนแบบฤดูกาลนี้เลย แต่สุดท้ายมันก็อั้นไว้ไม่อยู่ ใน AF2 สัปดาห์รองสุดท้าย ซึ่งต้องจับคู่หนุ่ม-สาวร้องเพลงรักหวานช่ำ พิธีกรบนเวทียังเชียร์ "อนาคตอาจเป็นแฟนกัน" เลย... แหม... ก็อารมณ์มันพาไปขนาดนั้น ในบ้านก็ซ้อมละคอนคู่กันหนาวซึ้ง บทบาทบนเวทีก็เล่นเอาแฟนคลับกรี๊ดกันแทบฮอลล์จะแตก มันต้องแหกสคริปต์กันบ้างละ

แต่ที่ยอมรับไม่ได้เลย... คิดไงให้เด็กรุ่นนี้ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นเล่นน้ำในสระว่ายน้ำวะ... สปอนเซอร์เป็นถึงไนกี้ ทำไมไม่จัดชุดว่ายน้ำให้ใส่ จะกี่ชิ้นก็ช่างเหอะ จำได้ไหมในซีซั่นแรก น้องแหม่มเธอทรงเครื่องบิกีนี่ทูพีซลงสระที่เดียวกันนี่ละ โห... สวยเอ็กซ์เซ็กซี่เป็นบ้า ขออนุญาตปาดน้ำสาย อิอิ พอมารุ่นสอง เด็กแต่ละคนโดนคัดมาแบบแจ่ม ๆ ทั้งน้าน... น้องลูกตาลงี้ น้องกุ๊กไก่งี้ น้องเปรี้ยวงี้ น้องบอยงี้ ... อึ๋ยยย เช็ดน้ำลายอีกรอบ อิอิ อดดูเลย... อย่างว่าละเขาตั้งใจจะให้เป็น "เรียลิตี้โชว์ปลอดเซ็กส์" นี่หน่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :P สังคมไทยยังไงก็ยังเป็นสังคมปิดสำหรับประเด็นทางเพศ ไอ้ที่พูดกันปาว ๆ ตามหน้า น.ส.พ.หรือหน้าจอทีวีว่า ทุกวันนี้เปิดกว้างกว่าแต่ก่อนแล้ว โม้ทั้งนั้น...

รับใช้วาระทางสังคม : ช่วงของการออกอากาศทับกับวันสำคัญของศาสนาและชาติพอดี ทั้งเข้าพรรษา อาสาฬฯ และวันแม่ จำได้ว่ารุ่นแรกคุณครูก็พูดถึงเกริ่นถึงแทรกระหว่างสอนพอเป็นพิธี อาจมีกิจกรรมบ้างเล็กน้อยแล้วก็เรียนต่อ แต่ปีนี้เอาจริงเอาจังอย่างยิ่ง เขาบอกว่าถึงกับนิมนตร์พระเข้ามารับบาตรถึงในบ้านทีเดียว แล้ววันแม่ยัง built อารมณ์กันสุด ต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ๆ แบบนันสตอป เล่นเอาน้ำตาร่วงร้องห่มร้องไห้ แต่ขอโทษ... ผู้เขียนอยากจะอ้วก ต้องรีบกดรีโมทเปลี่ยนช่องครับ มันเยอะเกินจะรับ (นี่ไงละ)

อ้อ... เรื่องสามจังหวัดปักษ์ใต้นั่นไง ยังอุตส่าห์ลากเข้ามาเกี่ยวด้วยเลย สุดยอดจริง ๆ ทั้งที่ในบ้านก็ไม่ได้ดู UBC อัพเดตข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอกเลย (UBC ปรารถนาให้คนไทยทั้งประเทศรวมทั้งในสามจังหวัดดูเคเบิ้ลทีวีของตน เว้นแต่เด็กทั้ง 12 คนระหว่างอยู่ในบ้าน 12 สัปดาห์ อิอิ) ตรงนี้ละที่ส่งให้ AF ป๊อปปูล่ากินขาด BB เพราะสามารถสร้างความเชื่อมต่อระหว่างโลกภายใน (ในบ้านสาริน) กับโลกภายนอก (โลกจริง) ได้ ทั้งที่คนที่อยู่สองโลกนี้ไม่อาจสัมผัสกันได้เลย แม้แต่บนเวทีคอนเสิร์ทปีนี้ ยังไม่ให้รับดอกไม้หรือสัมผัสมือกับแฟนคลับ !!! ขณะที่ BB เหมือนถูกเอาไปปล่อยเกาะทิ้งให้พวกเขาอยู่อย่างลำพัง ไม่รับรู้สภาพความเป็นจริงภายนอกเลย

นี่ละ...บทบาทของครูในบ้านจึงสำคัญยิ่งกว่าการเป็นแค่คนสอน เพราะในบ้าน BB ไม่มีใครอื่นใดนอกจากผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบสอง เป็นพื้นที่ต้องห้ามตัดขาดจากโลกภายนอกชัดเจน หากแต่ใน AF มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งคือบรรดาคุณครูทั้งหลาย เขาเหล่านี้สามารถเดินเข้าออกบ้านสาริน สลับสับเปลี่ยนระหว่างโลกภายใน-โลกภายนอกได้ สำนึกของคนดูที่มีต่อบ้าน AF จึงมิใช่พื้นที่เฉพาะตัดขาดโลกภายนอกหรือโลกจริงอย่างสมบูรณ์แบบเฉกเช่น BB (ซึ่งเหมือนถูกจับปล่อยเกาะ) เพราะยังมีคนเข้าออกให้เห็นทุกวัน ส่งให้กิจกรรมต่าง ๆ response ต่อคติความเชื่อค่านิยมต่าง ๆ ของสังคมได้ นี่ละ... เรียลิตี้ของจริง

สถานภาพของผู้ชายปัจจุบัน : เย้ อันนี้ขอแยกจากเรื่องเพศ เพราะผู้เขียนเพิ่งโพสต์ประเด็นนี้ก่อนหน้านี้หยก ๆ ที่นี่ เลยไม่อยากจะโม้ตรงนี้มาก (โพสต์นี้ยาวเกินไปแล้วเนอะ) ตอนนั้น issue ระหว่างบอยกับอ๊อฟยังไม่แรง อีกทั้งผู้เขียนก็ไม่ได้คิดว่ามันจะบานปลายขนาดนี้ ทั้งที่เพิ่งเขียนเรื่องนี้เอง เหอ เหอ คิดดูเถอะตอนสัมภาษณ์หลังคอนเสิร์ทรอบสุดท้ายจบ นักข่าวจ่อไมค์ถามว่าในเน็ทบอกว่าทั้งสองกิ๊กกัน (โห...นักข่าวฉบับไหนวะ เอาเรื่องในเน็ทไปถามแหล่งข่าว... โคตรเลย...) ผู้เขียนขอฉวยใช้เป็นกรณีศึกษาไปเลย เพื่อยืนยันว่าในปัจจุบันนี้ ผู้ชายนอกจากจะทำให้เราต้องรักษา space ระหว่างเพศตรงข้าม (หญิง) แล้ว ยังต้องระวังรักษาระยะห่างระหว่างเพศเดียวกันอีก เหนื่อยโว้ย... แต่นี่คือความจริงในโลกปัจจุบัน หาก AF2 จัดเมื่อ 20 ปีก่อน ทั้งบอยและอ๊อฟคงไม่ถูกมองอย่างนี้แน่นอน นี่ละ... เรียลิตี้ของจริง

สรุปว่า AF2 มันถูกดัดปรับเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม ให้เป็นเรียลิตี้โชว์แบบไทย ๆ อย่างลงตัว จนเร่งเร้าให้อยากชมเดอะสตาร์ภาคสามเสียจริง ว่าจะปรับกระบวนโต้ AF อย่างไร จะมาหมกหมุ่นเอาแต่ซ้อมร้องซ้อมเต้นอย่างเดียวไม่ได้เสียแล้ว


edit @ 2005/10/22 23:29:14
edit @ 2005/10/26 16:23:38

เปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว UBC Fantasia ที่นำเด็กรุ่นสองทั้งหมดมาเป็นเด็กในสังกัดอย่างเต็มตัว นึกแล้วให้น้อยใจแทนเด็กรุ่นแรกเป็นยิ่งนัก เป็นลูกหัวปีเกิดตอนที่พ่อแม่ยังเก้ ๆ กัง ๆ เลี้ยงลูกไม่เป็น จะว่ายากจนจนไม่มีปัญญาจะเลี้ยงก็ม่ายช่าย... ตังค์นะมี เพียงแต่ไม่มีสมองต่างหาก เลยต้อง "ฝากเลี้ยง" ไว้กับคนอื่น ซึ่งเขาก็ปฏิบัติตอบอย่างดีเทียบเท่ามาตรฐานลูกเมียน้อย 555

เบื้องหลังกลยุทธทางธุรกิจครั้งนี้ เอาไปแต่งหนังสือ... "รู้ทันอากู๋" (หลังเสียรู้มาแล้ว) ได้เลย

ปัจจัยหนึ่งที่ขับดันให้เด็กรุ่นสองโด่งดัง เรียกเรตติ้งได้มากกว่ารุ่นแรกถึงห้าเท่าตัว (UBC แถลงเองนะ) คงหนีไม่พ้น "เสื้อผ้า-หน้า-ผม" นั่นละ ดังเห็นได้จากการคัดเด็กทุก V โครงการในปีนี้ เป็นในลักษณะสำเร็จรูป "พร้อมใช้งาน" ทันที ฉีกซองเติมน้ำร้อนก็ซดบะหมี่ได้แว๊วว อร่อยแบบ ยำ ยำ (เพื่อนผู้เขียนทำงานที่นี้ ขอเชียร์ด้วยคน... )

หน้าตาของเด็ก AF2 จึงทิ้งขาดเด็กรุ่นปฐมหลายช่วง "แนว" กว่าหลายเท่า ไอ้ประเภทบ้าน-บ้าน (ครูรักชอบพูดคำนี้) ไม่มีหลุดมาเสียล่ะ... ยังจำได้ว่าตอนเริ่มโครงการสองใหม่ ๆ ได้สนทนากับเพื่อนที่เป็นแฟนคลับจุ้มจิ้มเหมือนกัน อิอิ เราสรุปว่าสาวน้อย AF2 แต่ละอนงค์นางหน้าตาจิ้มลิ้มชวนฝันเป็นอย่างยิ่ง ส่วนผู้ชายนั่นเล่า เหอ เหอ อย่าให้ said เลย (เดี๋ยวจะเข้าใจผู้เขียนผิดน่ะ ตัวเอง) การมีรูปร่างหน้าตาน่ามองเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้คนนั่งเฝ้าหน้าจอ ติดตามใกล้ชิด เป็นธรรมดาของการแสดงที่นักแสดงต้องมีหน้าตาดีกว่าคนปกติ

อีกส่วนคือเสื้อผ้า เน้นเสื้อผ้าที่ใส่ในบ้านนะครับ ไม่เกี่ยวกับบนเวทีคอนเสิร์ทซึ่งต้องเต็มที่อยู่แล้ว เข้าใจว่าปีนี้มีสไตลิสท์ที่รับผิดชอบจัดหาเสื้อผ้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันของเด็กโดยเฉพาะ ว่าเธอคนนี้ต้องใส่อะไร ใส่สีไหน เฉดไหนถึง "ขึ้นกล้อง" หรือขณะปรากฎบนหน้าจอทีวี อย่างลูกตาลนี้มีธีมหลักที่สีชมพูใช่ไหมเอ่ย... น้องพัดยังเคยแซวเลย ที่ผู้เขียนเข้าใจเช่นนี้เพราะเด็กเขาคุยกันให้เรารู้เองว่า เวลาจัดส่งเสื้อผ้ามาให้เด็กในบ้าน เขาจะจัดชุดมาให้เลย ว่ากางเกงตัวนี้ต้องจับคู่กับเสื้อตัวนี้ แล้วใส่อีกตัวทับ เมื่ออาภรณ์อันเหมาะสมได้รับการจัดวางอย่างเหมาะสมบนร่างกายที่สมควร ยิ่งเสริมส่งให้ทุก V เป็นที่รักของทุกคนแบบโหวตลืมตาย

ยิ่งได้สปอนเซอร์เป็นเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ก็ยิ่งไปกันใหญ่... ต่างจากเด็กรุ่นแรกที่ไม่รู้เอาเสื้อผ้ามาจากไหน พิโธ่... เฉดสีหลักของเด็กทุกคนหรือทั้งบ้านนั่นละคือ ขาว-เทา-ดำ น่าเวทนาจริง หน้าตาก็บ้าน-บ้านอยู่แล้ว เสื้อผ้ายังไม่ส่งอีก เลยไม่ปิ๊งปั๊งเปล่งประกายเท่าที่ควร อาศัยว่าเป็นปีแรก เป็นของมาใหม่ เลยพอเรียกแฟนคลับได้บ้าง อย่างน้อยก็ผู้เขียนคนหนึ่ง... โอ้ย... ปวดฟันจัง อยากปหาหมอจิ้ม แต่รอปีหน้าก่อนนะ เขาว่าประกันสังคมให้ทำฟันได้ไม่อั้น หุ หุ

แต่มิได้กล่าวหาว่าเด็กรุ่นสองไม่มีความสามารถ อาศัยหน้าตานำพาความดังแต่ถ่ายเดียวหรอกนะ รุ่นนี้เก่งกาจกว่ารุ่นแรกเยอะ ลองกลับไปอ่านโพสต์ที่แล้วก็ได้ "ครูเป็ด มนต์ชีพ" สรุปอย่างโดนว่า ปีนี้เด็กเก่งเท่ากัน แต่ความน่าสนใจสู้เด็กปีแรกไม่ได้ เพราะเด็กรุ่นนั้นมี story ที่แตกต่างกันให้คนดูจดจำ... นั่นคือเรื่องราวที่เป็นแบ็คกราวน์แต่หนหลัง ของแต่ละคน สร้างแรงดึงดูดให้ผู้ตฃคนติดตาม ขณะที่รุ่นนี้ ผู้เขียนได้ว่าไปแล้วข้างต้น เสื้อผ้า-หน้า-ผม นั่นเอง ฟันธงครับ : D

เป็นสัจจธรรมที่ทุกคนรู้กันดี สำหรับคนอยากดังในวงการบันเทิง นอกจากจะเก่งและสามารถแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกก็สำคัญไม่แพ้กัน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เด็ก AF2 ซึ่งหน้าตาน่ารักน่ามองเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค ในการถ่ายทอดสด 24 ชม. ประการหนึ่ง หลายคนที่เคยดูทั้งสองปีอาจไม่ได้สังเกต ปีสองนี้มีภาพในลักษณะภาพบุคคลครึ่งตัวหรือ portrait มากมาย อาจเรียกได้ว่าเป็นลักษณะภาพหลักจนเป็น "องค์ประธาน" ของรายการไปเลย ในปีแรกภาพพวกนี้จะเป็นแค่ insert เท่านั้น (ผู้เขียนใช้ภาษาช่างภาพถูกหรือเปล่านะ) เรื่องนี้ยังเกี่ยวพันเชื่อมโยงในประเด็นอื่นอีก วิเคราะห์ได้ยาว ติดไว้ก่อนก็แล้วกัน อิอิ (ขี้เกียจอะ)

แต่ ณ ตรงนี้อธิบายชั้นต้นได้ว่า ก็แหม... ทั้งหล่อ สวย น่ารัก น่าเอ็นดู ก็ต้องโชว์กันใกล้ ๆ จะจะ หน่อยดิ ว่า "เค้าคัดมาดีนะ" เพื่อให้ผู้ชมทางบ้านเห็นแบบเต็มตา รู้สึกว่าใกล้ชิดทั้งที่จริงอยู่ห่างเป็นกิโล จะได้ช่วยกันเชียร์ ช่วยกันโหวต... อย่าได้ขาดสาย


edit @ 2005/10/26 16:24:26

วันนี้ 14 ตุลา... พอดี วีรชน การต่อสู้ เสรีภาพ ประชาธิปไตย ฯลฯ มาว่าด้วย "เอเอฟ" ต่อแล้วกัน หุหุ

หายไปหลายวันเพราะขึ้เกียจกลับมาขยันได้แล้ว อยากจะขึ้น topic ใหม่ ทว่าขอย้ำความในตอนที่แล้วต่ออีกหนึ่งรอบดีกว่า ด้วยบังเอิญเจออะไรที่ "โดนใจ" ผู้เขียนอย่างแรง เพื่อนยืนยันว่ามีคนอื่นที่คิดเห็นคล้ายกับผู้เขียน และคนนั้นก็มิใช่ใคร "นายสะอาด" หรือที่รู้จักว่า "ครูเป็ด" มนต์ชีพ ศิวะสินางกูล ขาประจำเวทีคอนเสิร์ทของอะคาเดมี่ผู้นี้นี่เอง... : )

0 ถ้าจะเปรียบเทียบภาพรวมของนักล่าฝันในครั้งแรกกับครั้งที่สอง มองว่าอย่างไร

แตกต่างกันเลย คือเอาตัวน้องๆ ที่เข้าสู่บ้านนี้ก่อน โดยส่วนตัวผมคิดว่า ปีที่แล้วคนเข้ามามีความน่าสนใจกว่า เพราะว่าปีที่แล้วแต่ละคนมีความแตกต่างอย่างชัดเจน โอเคเรื่องเก่งไม่เก่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่บุคลิกลักษณะของน้องๆ เมื่อครั้งที่แล้วแต่ละคนทำให้เรารู้ ทำให้เราจำได้ว่าพวกเขาเป็นสีที่เจำได้ว่ามันมีแดงมีเขียว น้ำเงิน มีเหลือง มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน เรื่องความแตกต่างเป็นเรื่องที่ทำให้คนจำได้ และมีความน่าสนใจว่า นี่คือวิทย์ คนนี้คือจีน ซีแนม คืออ๊อฟ แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างอย่างชัดเจน

แต่ปีนี้ความแตกต่างตรงนี้มันน้อย แน่นอนว่าไม่มีใครเหมือนใครร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่ว่าเราจะเห็นได้ว่าแต่ละคนใน AF 2 มาจากสังคมที่มีความใกล้เคียงกัน ก็เลยไม่มีสตอรี่ แต่คนที่มาจากต่างสังคมกัน เวลาเข้ามาแล้วจะมีสตอรี่ คนที่มาจากสังคมเดียวกัน เข้ามาก็จะมาเออออห่อหมกกันไปได้ นั่นคือข้อหนึ่ง

ข้อที่ 2 ก็คือเวลาที่จะพูดคุยให้คนจดจำนักล่าฝันแต่ละคนเนี่ย มันไม่มีแง่มุมอะไรที่แหลมคม คนเก่งก็เก่ง แต่ว่าไม่ได้ถือว่าเก่งมาก ไอ้คนไม่เก่ง แต่ก็ไม่ถือว่าเลวร้าย แต่ปีที่แล้วมันทุกทิศทาง ปีนี้ก็เลยยังไม่แหลมคมเท่าปีที่แล้ว

0 ครั้งนี้พวกเขามีมาตรฐานโดยเฉลี่ยทั้งหมดแค่ไหน

มาตรฐานใกล้เคียงกันมากกว่า ถือว่าค่าเฉลี่ยของน้องทั้ง 12 อยู่ในค่าเฉลี่ยที่เท่ากัน ไม่ต่างกันมาก แต่ปีที่แล้วมันมีต่างกันมาก คนที่ไม่ดีก็มีเรื่องราวที่ทำให้คนชื่นชอบได้

อ่านฉบับเต็ม...

คงไม่ต้องแปลความหมายหรือถอดรหัสสิ่งที่ครูเป็ดพูดอีกรอบนะ... มันแจ่มในตัวหนังสืออยู่แล้ว แต่จะขออภิปรายเสริมเติมสิ่งที่ขาดตกไปในครั้งก่อน พร้อมปวดกบาลกันหรือยัง FC ทั้งหลาย

************

สรุปก่อนว่า สิ่งที่ UBC ต้องคิดหนักก่อนจะเริ่มโครงการปีที่สองคือ

  1. รูปแบบรายการที่ซ้ำเดิม เอาคนไปเก็บตัวในบ้านทั้งวันทั้งคืน แล้วออกคอนเสิร์ทวันเสาร์ จะสอดแทรก/ปรับเปลี่ยนอะไรให้มันมีความน่าตื่นตาตื่นใจกว่าเก่า
  2. เอาคืน "อากู๋" ที่ฉกเอาเด็ก AF 1 ไป ตอนแรกรับปากดิบดีว่าจะเป็นเมียแต่ง แต่กลับกลายเป็นเมียน้อย เหอ เหอ

จากประสบการณ์ในปีแรกบวกกับสองข้อข้างต้น จึงนำมาสู่ "อลังการงานสร้าง" ในปีที่สอง โปรดักชั่นต่าง ๆ ทั้งการตกแต่งภายในบ้านพัก เวทีคอนเสิร์ท เครื่องแต่งกาย ดนตรี ฯลฯ นับว่าลงทุนอย่างใหญ่โตโอฬาริก ต่างจากปีแรกอย่างเห็นได้ชัดอย่างดำ-ขาว เป็นเพราะปีนี้ผู้จัดมีเป้าหมายชัดว่า จะจัดการอย่างไรกับทั้งสิบสองคน นั่นคือถือเป็นสินทรัพย์ของบริษัทที่จะต้องจัดการเองไม่ให้ใครมาสัมปทานรับช่วงต่อไปอีก ฉะนั้นใน 12 สัปดาห์ ต้องปั้นให้พวกเขาดังอย่างรวดเร็วที่สุด พอจบรายการปุ๊บต้องใช้งานได้ปั๊บ ส่งไปออกรายการ/เดินแบบและอีกสารพัดได้ทันที อิอิ เมื่อเป็นหนทางจะ "ถอดทุน" ก็ไม่แปลกอะไรที่จะกล้า "ลงทุน" เนอะ

ถ้าใครจำปีแรกได้เราจะเห็นว่าเนื้อหาส่วนใหญ่เราจะรับรู้ผ่านหน้าจอทีวีเป็นหลัก งานที่เรียกว่า "เบื้องหลัง" จะมีน้อยมาก แต่มาปีนี้ดูเหมือนกับว่าโปรดักชั่นที่ยิ่งใหญ่จะทำให้เรา "รู้สึก" ว่ามันมีเบื้องหลังบางอย่าง นอกจากการฝึกซ้อมร้องเพลงของนักเรียน ที่คนดูทางบ้านไม่สามารถ "มองเห็น" ได้ แต่ก็รับรู้และเชื่อว่ามันมีอยู่จริง เน้นว่าเป็น "ความรู้สึกของคนดู" ส่วนจะจริงเท็จแค่ไหนอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งที่ในซีซั่นแรกมันก็อาจจะมีเบื้องหลังเหมือน ๆ กันละ แต่เรา (หรือข้าพเจ้าเอง อิอิ) กลับไม่รู้สึกสำเหนียกว่ามันมีอยู่ แค่เห็นภาพบนหน้าจอที่เขาประกาศว่าคือรายการ reality show ก็ถือว่าได้รับข้อมูลข่าวสารเพียงพอแล้ว

ตัวอย่างเช่น ปีแรกจะมีทีมงานเอาไวร์เลสไมโครโฟนเดินโทง ๆ เข้ามายื่นให้ บางทีก็มีแม่บ้านมาเช็ดถูปัดกวาด หรือเอาอาหารมาส่งไว้บนโต๊ะอาหารในบ้าน ภาพพวกนี้เราจะได้เห็นหมด แต่ปีนี้จะทีมงานจะไม่ตัดภาพพวกนี้มาให้ดูเลย ซึ่งเข้าใจว่ามันต้องมีอยู่เหมือนเดิม นอกจากนี้จากการสนทนาพูดจาระหว่างนักเรียนกับบรรดาครู ๆ จะรู้ได้ทันทีว่า มีกิจกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นแต่เราไม่เห็น เช่น ลองชุดหรือ fitting , การวางคอนเซ็ปต์แต่ละสัปดาห์ อะไรจำพวกนี้

การออนแอร์ในบ้าน 24 ชม. เหมือนจะให้เราเห็น "เบื้องหลัง" ของการขึ้นเวทีของนักล่าฝันแต่ละคน ว่ามีประพฤติกรรมเป็นใดบ้าง นี่ละคือความพยายามของผู้จัดรายการที่จะบอกว่าเป็น reality ของจริงแท้แน่นอน (ต่างจาก "เดอะสตาร์" ที่ใช้วิธีตัดต่อทำเป็นไฮไลท์ออกอากาศแค่วันละไม่กี่ชั่วโมง) แต่ในภาพ "เบื้องหลัง" มันก็ยังมี "เบื้องหลัง" ซ้อนขึ้นมาอีกชั้น ที่เป็นการเตรียมงานการโปรดักชั่นต่าง ๆ ไม่แปลกอะไรที่จะเกิด conspiracy theory กับรายการนี้ตลอดทั้งสองปีที่ผ่านมา และก็จะเกิดขึ้นตลอดไปด้วย ที่ว่าการจะให้ใครอยู่หรือออกจากบ้านอยู่ในกำมือของผู้จัดคือ UBC ใครเรตติ้งไม่ดีไม่มีใครอยากดูแล้วก็ปล่อยไป หรือแบบว่า

ในสัปดาห์ที่ 'ว่าน' ถูกโหวตออกจากบ้าน เหตุผลจริงๆ น่าเป็นเพราะเขาแสดงความสนิทสนมกับ 'พัด' มากเกินกว่าเพื่อนมากกว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ 'ผู้จัด' ก็เลยตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้มีเรื่องชู้ฉาวแบบ 'Big Brother'

มาจาก...

ไม่แปลกที่วิธีคิดอย่างนี้จะเกิดขึ้น แม้สิ่งที่ปรากฎอยุ่ตรงหน้าปะยี่ห้อว่า reality แบบจริงโคตร ๆ ไม่เห็นเหรอ... เอามาให้พวกมึงดู 24 ชม. ว่าใครเก่งสามารถ ใครอุสาหะพยายาม ใฝ่ดีเป็นกิจวัตร ใครห่วยแตกแต่ยังขี้เกียจ แถมนิสัยยังแย่อีก ดูเอาแล้วก็ตัดสินใจเอาว่าจะชอบจะเชียร์ใคร... ทว่าด้วยสำนึกของคนเฝ้าดู ที่ตระหนักอยู่เสมอว่าเป็น "ความจริง" ที่กำลังถูก "จัดการ" หรือเรียกสลับกันให้เท่ห์ว่า "การจัดการความจริง" (จำไม่ได้ว่าเคยได้ยิน/อ่านจากที่ไหน) จึงยังเชื่อว่าเมื่อมีเบื้องหน้าก็ต้องมี "เบื้องหลัง" อยู่หลังฉากกั้นอีกหนึ่งระดับ ดังนั้น ไอ้รายการ reality show ที่กำลังฮิต มันก็คือรายการที่สร้างให้คนดู "เชื่อว่าจริง" นั่นแล

แล้ว reality show อย่าง ตันหยงลิมอ-ตากใบ-กรือแซะ และอีกมากมาย ที่รับรู้ผ่าน "ข่าว" ไม่ว่าจะเป็นน.ส.พ.หรือทีวี ที่เรารับรู้แค่เพียงเสี้ยวส่วนของมันเท่านั้น มันผ่าน "การจัดการความจริง" จากจุดที่เกิดเหตุมากี่ขั้นตอน... กว่าจะมาปรากฎบนจอทีวีบนหน้าน.ส.พ.ให้เราดู/อ่านกันถึงบ้าน สุดท้ายแล้วจะเชื่อใครดีละ ทักษิณ-อานันท์-ปชป.-ไทยรัฐ-บางกอกโพสต์-สรยุทธ-เจิมศักดิ์ ฯลฯ ที่ทำให้คุณเชื่อว่านั่นละ reality หรือคุณจะเชื่อตัวคุณเอง... การตัดสินใจกระหน่ำโหวตให้ V ต่าง ๆ มาจากสิ่งที่ทุกคนเห็นอยู่ตรงหน้าหรือมาจากเสียงกระซิบที่สั่งจากข้างในกันแน่... ท่าทีเห็นใจหรือประมาณมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ มาจาการรับรู้ภายนอกหรือสิ่งที่คุณเชื่อมาแต่นมนานกันแน่... ตอบยากเนอะ... เพราะบางทีมันอาจจะเป็นทั้งสองอย่างนั่นละผสมกัน... ปวดหัวจัง...

ต่อให้ UBC เอากล้องไปติดให้เต็มสามจังหวัด ถ่ายทอดสดให้ตลอดวันและคืน ใช่ว่าเราจะรับรู้อย่าง absolute ได้ว่า "ความจริงสมบูรณ์แบบ" คืออะไรกันแน่... ไม่ต่างอะไรจาก AF ที่หลายคนก็ยังติดค้าง อยากจะรู้ว่า "ความจริงทั้งหมด" คืออะไร ทำไมคนนี้แฟนคลับเยอะคนกรี๊ดแต่ต้องออกจากบ้านไปก่อน... แต่สักพักก็คงจะลืม แล้วค่อยมาสงสัยกันใหม่ในฤดูกาลหน้า


edit @ 2005/10/14 12:37:42
edit @ 2005/10/14 12:41:39
edit @ 2005/10/26 16:25:01


Mr.Golffee
View full profile