gender

เคยเขียนเรื่องการปิดตัวของ a day weekly ไปแล้ว หากแต่ยังคงมีประเด็นติดค้าง เพราะวิวาทะที่แพร่ระบาดในสาธารณะนับแต่เกิดเรื่อง มิใช่เพียงแค่เรื่องของคนสองคนเท่านั้น อย่างข่าวจาก mgronline ที่ลิงค์ไป ขอให้เลื่อนลงไปดูที่เว็บบอร์ดข้า่งล่างเนื้อหาข่าว จะพบว่ามีการโพสต์เหตุแห่งการปิดประกา่รหนึ่งว่ามาจากเรื่องผู้หญิง ซึ่งคือ อุ้ม-สิริยากร แฟนของวงศ์ทนงนั่นเอง (หรือจะเรียกว่าอดีตแฟนดี ไม่ทราบข้อเท็จจริงแน่ชัดในปัจจุบัน แต่ตอนเกิดเหตุยังเป็นแฟนอยู่ อิอิ) ประเด็นนี้ดูเหมือนว่า จะไม่ปรากฎในการรายงานข่าวอย่างเป็๋นทางการของสำนักข่าวไหนเลย ส่วนใหญ่จะรายงานแต่ว่า มาจากเรื่องทางการเมืองที่ดันไปสัมภาษณ์ป๋าเหนาะ หรือความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทำหนังสือที่ให้ไปสัมภาษณ์นายทุนใหญ่คนหนึ่ง เพราะเขาลงสปอนเซอร์ให้ หรือปัญหาจากสถานภาพทางธุรกิจที่ไปไม่ไหวแล้ว หรือกรณีที่วงศ์ทนงเข้าไปยุ่มย่ามในกองบ.ก.


เห็นจะมีแต่ ประชาไทดอทคอม เท่านั้นกระมัง ที่รายงานเรื่องนี้แต่ระบุเพียงว่า "ผลักดันคอลัมนิสต์สาวด้านไลฟ์สไตล์คนหนึ่ง" เข้าไปเขียนในอะเดย์วีคฯ แม้ว่าไม่บอกว่าใครแต่คนที่ใส่ใจติดตาม ก็รู้ว่าเป็นอุ้ม ถึงไม่ออกชื่อให้แจ่มแจ็งแต่ก็คือ "คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" : D อยู่แล้ว... (อย่างนี้ก็เขียนไปเลยดีก่า) เพราะเรื่องของอุ้มนี้เขาโพสต์กันเปรอะในกระทู้ไปหมด โดยเฉพาะพันทิพย์ แม้แต่้ประชาไทยก็ยังอุส่าห์มีกะเขาด้วย สรุปว่าเรื่องนีั้พูดกันอย่างไม่เป็นทางการ เป็นเพียงข่าวลืออยู่ "ใต้ดิน" มาตลอด


หากเป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างผู้ชายสองคน ที่อาจเรียกแบบเหยียด ๆ ว่า "มันกัดกัน" หรือเรียกแบบเท่ห์ ๆ ว่า "ขัดแย้งทางอุดมการณ์" แต่ไฉนกลับต้องมีผู้หญิงคนหนึ่งเขามาเกี่ยวด้วย ซึ่งเชื่อว่าทั้งสองคงไม่เจตนาจะให้เธอต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้านแต่อย่างใด ทว่าทั้งคู่ก็สมควรจะแสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้ ด้วยการกันเธอออกไปเสีย (ถ้าหากเป็นเรื่องหาความจริงมิได้) เพราะต่างก็ได้รับสัมปทานตีพิมพ์คำสัมภาษณ์แทงกันคนละดอก ในหน้าน.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจ (จุดประกายวรรณกรรม) แต่ทั้งคู่กลับหมกหมุ่นอยู่แต่ตอบโต้กันและกัน หาได้ใส่ใจเรื่องนี้ไม่


ไม่ว่าวงศ์ทนง ไม่ว่าอธิคม ไม่สนหรอกว่าใครถูกหรือใครผิด แต่ทั้งคู่สมควรใส่ใจหยิบประเด็น "ใต้ดิน" เช่นนี้ ขึ้นมาชี้แจงกันอย่างกิจจะลักษณะ่ เพราะการปล่อยปละให้เรื่องนี้เป็นเพียงแค่ข่าวลือ คิดเสียแต่ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ใครหน้าไหนก็ไม่รู้เอามาโพสต์แกล้งกัน ก็ยิ่งจะบั่นทอนทำลายผู้หญิงมากยิ่งขึ้น เพราะอาวุธที่เรียกว่า "ข่าวลือ" นี้ละฆ่าคนได้ทั้งเป็น (กลับไปอ่านนิยาย "คำพิพากษา" ก็ได้ นั่นละอานุภาพของข่าวลือ) ด้วยที่ว่าใครต่างก็เห็นว่าเป็นแค่เรื่องพูดกันปากต่อปาก ไม่สลักสำคัญอะไรที่จะต้องใส่ใจ "อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ" เดี๋ยวมันก็ซึมหายไปเองละน่า ไม่ต้องแก้ข่าว ไม่ต้องนำมาทำให้เป็นทางการหรือหยิบมา "วางบนโต๊ะ" เคลียร์เสียให้ชัด สู้ให้สัมภาษณ์แต่เรื่องของตัวเองดีกว่า (ทั้งที่มันก็เป็นประเด็นจากข่าวลือเหมือนกันนั่นละ) ทำให้ข่าวลือสามารถฝังตัวอยู่ในกระแสขี้่ปากของชาวบ้าน กลายเป็น "ตราบาป" ใครจะหยิบยกขึ้นมาอ้าง หรือใช้โจมตีเวลาไหนก็ได้ ประมาณว่า "นั่นไงเห็นไหม นังนี่มันเคยมีประวัติ..." (ฉอด ๆๆๆๆ) เหมือนอย่างนักร้องหนุ่มคนหนึ่งนั้นไง
ลือกันไปว่าเป็นเอดส์ ปากต่อปากต่อกันไป จนสุดท้ายเจ้าตัวต้องเอาเรื่อง "ใต้ดิน" พวกนี้ขึ้นมาวางบนโต๊ะ โชว์ใบรับรองแพทย์อย่างเป็นทางการกันจะจะไปเลย ข่าวลือของเขาถึงได้เงียบ จบสิ้นยุติแค่นั้น


ยิ่งไปกว่านั้น การปล่อยให้ข่าวลือเรื่องนี้ปฏิบัติหน้าที่ของมันไป โดยไม่มีการเคลียร์คัทหรือหาข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นใดแล้ว มันจะยิ่งตอกย้ำ plot (มาอีกพล๊อตแล้วนะ อิอิ) หรือ มายาคติ
ที่มีต่อเพศหญิงที่ว่า อันตรายของผู้หญิงประการหนึ่งก็คือ เธอเป็น "นังแพศยา" (เขียนถูกหรือเปล่าครับ...)


ผู้หญิงคือเพศแห่งความฉิบหาย ตัวร้าย คอยปั่นหัวผู้ชายให้ทะเลาะกัน หรือไม่ก็เพราะความหลงทำให้อาจขัดแย้งกันคนอื่น ไม่ว่าผู้ร่วมงาน ญาติ มิตร หรือแม้แต่พี่น้อง ถึงกับฆ่ากันตายได้ง่าย ๆ ผู้ชายคนไหนอยู่ใกล้ก็จงระวัง ยิ่งผู้หญิงสาว ๆ สวย ๆ นี่ละ "มึงระวังไว้ให้ดี" เอ... จำได้ไหมละคอนที่เพิ่งจบไปนะ ที่ให้พ่อหนุ่ม D2B สองคนมาเป็นตัวเอก แล้วหลงรักผู้หญิงคนเดียวกันอะ... ไม่ได้ติดละคอนนะ แต่เผอิญดูผ่าน ๆ : P ไม่รู้ว่าจบยังไง ฆ่ากันตายเลือดสาดแค่ไหน ดีนะที่เจ็บไปก่อนคนหนึ่ง ไม่งั้นต้องมีพระเอกสามคนแย่งหญิงคนเดียว คนเขียนบทปวดหัวแน่ เพราะต้องแบ่งซีนเฉลี่ยให้สามคนเท่า ๆ กัน อุอุ...


รึว่าละคอนช่องไหนหัวไว ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิทั้งคู่เอาไปทำละคอนบ้างดีไหม plot เดียวกันเลย... เอาหนุ่ม D2B มาเป็นพระเอกอีกรอบ แล้วปะชื่อเรื่องว่าภาคสองต่อจากเรื่องที่แล้ว (จำชื่อไม่ได้เนอะ) รับรองเรียกเรตติ้งกระฉูด แต่... จะเอาใครมาเล่นเป็นอุ้มดีหนอ...


คิดดูนะ... อธิคมจะเป็นสุภาพบุรุษมากแค่ไหน ถ้าเริ่มบทสัมภาษณ์ด้วยว่า ขอกันเธอคนนี้ออกไปนะครับ วงศ์ทนงไม่เคยจะส่งเธอมาเลย ข่าวลือเรื่องนี้ไม่เป็นจริง ความขัดแย้งนั้นมีแน่ ๆ แต่เป็นเรื่องอื่นไม่ใช่เรื่องผู้หญิง หรือหากเป็นเรื่องจริง ฝ่ายวงศ์ทนงก็ชี้แจงให้ชัด ๆ ว่าเธอมีคุณสมบัติเพียบพร้อมแค่ไหน เก่งกล้าสามารถนใด เป็นเจ้านายเขาก็ต้องรับผิดชอบนะ ถ้าไม่จริงก็บอกว่าไม่จริง


โห... ถ้าพูดอย่างงี้นะ ได้ใจ "ประชาshe" ไปเป็นกองเลย...


edit @ 2005/07/21 09:43:24

เอารูปสวย ๆ มาฝาก... เป็นภาพประกอบรายงานข่าวการประกวดนางงามในเมืองจีนจากเว็บไซต์ผู้จัดการ เนื้อข่าวว่าอย่างไรอย่าไปสนใจมากนัก เพราะที่จริงก็มีไม่กี่บรรทัด แต่รูปนี้ซิ... ขอให้ เพ่ง เพ่ง เพ่ง (อย่าเครียดมากนะครับ) ให้ดี

อะ... มิใช่ให้มองไอ้ตรงผ้าสามเหลี่ยมสีดำ ที่ปกปิดบั้นท้ายของเธอนะครับ แต่ลองเหลือบแลไปสองข้างจะเห็นยักษ์วัดโพธิ์สองตน... ^_^ ประกบเธออยู่... ใครก็รู้จักนะว่าไอ้สองคนนี้คืออุปรากรจีนที่เรียกว่า "งิ้ว"

ภาพนี้ทำให้นึกถึงการประกวดมิสยูนิเวอร์สในเมืองไทย ที่เพิ่งผ่านไปหมาด ๆ ก็ที่พวกเธอไปยืนนุ่งบิกินี่โพสท่าแล้วใช้พระปรางค์วัดอรุณเป็นฉากหลังนั้นละ... บรรดาผู้คนและหนังสือพิมพ์ที่แสนจะหวงแหนในศิลปวัฒนธรรมอันสูงส่ง (แต่ก็ไม่เคยเห็นพวกนี้ตัดผมทรงมหาดไทย นุ่งผ้าม่วง ห่มสไบ ออกมาทำงานกันเลย) โหวกเหวกโวยวายกันยกใหญ่...

"งิ้ว" ถือเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงอย่างหนึ่งของจีน ไม่รู้ว่าที่บ้านเขามีประท้วงอะไรบ้างหรือป่าว ในรายงานข่าวไม่ได้บอกไว้เลย...คนจีนนี่มันไม่รักศิลปวัฒนธรรมประจำชาติของตนเองแบบคนไทยเลยหรือ??? มิน่าละ... จากระบอบจักรพรรดิที่ปกครองมานานเป็นพัน ๆ ปี ต้องกลับกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในชั่วเวลาแป๊บเดียว... (แซวแรงไปป่าวเนี่ยะ อิอิ)

ลองคิดดูซิว่า ถ้าเป็นเวทีนางงามในเมืองไทยแล้วไอ้ที่ประกบสองข้างเป็น "โขน" ละ... ข้างหนึ่งเป็นยักษ์อีกข้างหนึ่งเป็นลิง ประกบสาวน้อยที่นุ่งน้อยโชว์โนมเนื้อ... หยิว หยิว... สงสัยเวทีประกวดคงถูกเผาถูกสาบแช่งไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่ ๆ

คนไทยยอมม๊ายด้ายยยยย.... เดี๊ยนยอมไม่ได้เด็ดขาดที่จะให้คัลเชอร์อันดีงามของเราถูกทำลาย แต่เรื่องประกวดนางงามมันไม่เกี่ยวกันนะคะ เดี๊ยนเห็นว่าเราต้องแยกแยะ เพราะการประกวดเป็นเรื่องของการยกระดับสถานภาพสตรีไทย และยังเป็นการช่วยสร้างชื่อเสียงของประเทศในระดับโลก หากเดี๊ยนในฐานะนายกสมาคม...... เป็นประธานจัดงานเอง รับรองไม่มีอื้อฉาวหรอกฮ่า ฮ่า ฮ่า


edit @ 2005/08/29 18:28:39
เกิดเป็นผู้ชายเวลานี้ช่างลำบากเสียจริง สมัยก่อนเคยถูกสั่งสอนให้ต้องระมัดระวัง ต้องวางตัวดี ๆ นะ หากจะสนิมสนมเล่นหัวกับผู้หญิง การมีเพื่อนต่างเพศเป็นเรื่องที่ต้องพึงสังวรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ชายมาดแมน เดี๋ยวผู้หญิงเขาจะเสียหายได้... เขา (ใครก็ไม่รู้) ว่าไว้อย่างงั้น

แต่ตอนนี้กลับร้ายหนัก กับเพื่อนผู้ชายเพศเดียวกันก็ต้องระวัง หากรักษา space ระหว่างกันไม่ดี อาจถูกหาว่าเป็นเกย์ไปได้ง่าย ๆ ขนาดดารายังโดนเลย

ผมคิดว่าสังคมไทยขณะนี้กำลัง panic เรื่องเกย์กันมากเกิดไปหรือเปล่าวะ ย้อนกลับไปเมื่อสักสิบกว่าปี สมัยผมยังละอ่อน ยังจำได้ว่าเพื่อนผู้ชายยังสามารถจับมือถือแขนกับได้บ้าง หรือเดินกอดคอกันตามที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า ได้อย่างสบาย ไม่มีใครหน้าไหนมาเพ่งเล็งหรอกว่า ไอ้คู่นี้มันนิยม "ไม้ป่าเดียว" กัน

ไอ้การคล้องคอหรือกอดคอมันเป็นภาษาร่างกาย เป็น physical contact ที่บอกว่า เราคือ "เพื่อนเกลอ" กันเท่านั้น ไม่ได้เป็น sign บ่งบอกถึง sexaulity ของแต่ละคนเลยว่า ไอ้คนนี้มันเป็น homosexaul หรือเป็น heterosexual กันแน่

เวลานี้กลับตรงกันข้าม... ผมเชื่อว่ามีผู้ชายหลายคนเวลาเดินสวนกับเกย์ แล้วต้องรู้สึกเสียวตูดวาบ ๆ กลัวว่าจะถูกเกย์ท่านนั้นจับอัดถั่วดำ ยิ่งเวลาที่ถูกเธอสบตา จึ๋ย จึ๋ย ... ปริวิตกกันไปทุกหย่อมหญ้า มันเป็นอะไรกันไปหมดแล้ววะ...

การดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน ยากลำบากมากขึ้นทุกขณะ แม้แต่บางเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอย่างการคบเพื่อนเพศเดียวกัน


Mr.Golffee
View full profile