gender

หลายวันมาแล้ว จิ้มรีโมทไปมาจนบังเอิญเจอช่องทีวีดนตรีแห่งหนึ่ง ให้สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มมายืนประชันหน้ากับกล้อง พร้อมกล่าวประโยคสั้น ๆ ว่า "ดีค่ะ... คนเชียงใหม่จะได้อินเทรนด์เหมือนคนกรุงเทพฯ เสียที" จากนั้นภาพก็ตัดฉับไปที่อื่นทันที เลยสนใจใคร่รู้ว่า อะไรหนอ... ที่เชียงใหม่ไม่อินเทรนด์เท่ากับกรุงเทพฯ

จับใจความได้ว่า ช่วงนี้เป็นที่นำเสนอกิจกรรม REDioactive party( มีเหล้า Red Label เป็นนายทุน) ที่เขานำนักร้องชื่อดังคือ โจอี้ บอย ไปเป็นคอนเสิร์ทที่ผับสองสลึง เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคอนเสิร์ทปนผสมกับงานปาร์ตี้อะไรจำพวกนั้น ทีมงานถ่ายทำคงไปสัมภาษณ์ผู้มาร่วมงานว่ารู้สึกนึกคิดประการใดบ้าง สาวน้อยคนดังกล่าวคงเป็นหนึ่งในขั้นตอนนี้

คำพูดเพียงแค่ประโยคสั้น ๆ ส่อแสดงนัยยะความต่ำต้อยทางวัฒนธรรมสันทนาการของคนเวียงเจียงใหม่เป็นอย่างย ิ่ง ในที่นี้ นิยามคำว่า "วัฒนธรรม" ในมิติกว้างไกลไปกว่า น้ำพริกหนุ่ม ขันโตก ดอยสุเทพ ฟ้อนเล็บ วัดสวนดอก กาดวโรรส วัฒนธรรมล้านนา ฯลฯ ความหมายของวัฒนธรรมนั้นเป็นนามธรรมอย่างสูงยิ่ง จนอาจสรุปด้วยวลีสั้น ๆ ว่า วัฒนธรรมก็คือวิถีในการดำรงชีวิต หรือ way of life กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจหรือสันทนาการใด ๆ ก็เป็นหนึ่งในวิถีแห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์เช่นกัน

ตามทฤษฎีเชื่อกันว่าปัจจุบันโลกกำลังหดเล็กลงเรื่อย ความสามารถในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์อันทรงประสิทธิภาพ ทำให้โลกนี้กำลังไร้พรมแดนยิ่งขึ้น คนซึ่งนั่งอยู่ที่กรุงเทพฯ อาจรับรู้ข้อมูลความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นที่นิวยอร์คได้ ฉับไวแทบจะ real time ไร้ชั่วระยะประวิงหน่วงเหนี่ยว คนเชียงใหม่ก็น่าจะรับรู้กระแสหรือเทรนด์ของวิถีชีวิตคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว ลอนดอน หรือแอลเอ หาใช่เฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เท่านั้น ยิ่งการเข้าถึงเทคโนโลยีสื่อสารนับวันจะแพร่ขยายวง ฮาร์ดแวร์หรือบริการสารสนเทศต่าง ๆ นับวันยิ่งมีราคาถูกลง เช่น อินเตอร์เน็ทความเร็วสูง ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น จึงมิได้เป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับคนเมืองใหญ่ ๆ เช่นเชียงใหม่ จะรับรู้เทรนด์ของคนทั่วทั้งโลก

ทว่าโลกแห่งความเป็นจริง ในชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนที่มีเลือดเนื้อ ดังกรณีสาวน้อยข้างต้น เสมือนกับว่าพรมแดนหรือระยะทางอันห่างไกลยังคงดำรงอยู่ คนที่ห่างไกลจากศูนย์กลางรัฐยังคงถูกประเมินว่า ต่ำต้อยด้อยเทรนด์กว่าผู้ที่อยู่ในศูนย์กลางรัฐอยู่ดี โดยเฉพาะประเทศโลกที่สามอย่างประเทศไทย ไม่ว่าผู้หญิงคนดังกล่าวจะ 1.เป็นคนกรุงเทพฯ ที่เผอิญไปอยู่เชียงใหม่ในขณะนั้นพอดี หรือ 2.เป็นคนเชียงใหม่ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเชียงใหม่จริง ๆ

หากเป็นกรณีแรก เธอในฐานะคนกรุงเทพฯ กำลังแสดงความเหนือกว่าทางวัฒนธรรมสันทนาการของคนเมืองหลวง ที่ได้มาเหยียบหัวเมืองเชียงใหม่อันเคยเป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ มาก่อน แต่หากเป็นกรณีหลัง ก็เท่ากับว่าการกล่อมเกลาของสังคมที่เธอเติบโต ได้สอนสั่งและฝังสำนึกให้เกิดขึ้นภายในตัวตน (internalize) ว่า คนหัวเมืองอย่างเธอยังคงด้อยกว่าคนกรุงเทพฯ อย่างน้อยที่สุดก็ในด้านสันทนาการ

ในประวัติศาสตร์ เชียงใหม่เคยเป็น "เมืองขึ้น" หรือประเทศราชของเจ้าอาณานิคมกรุงเทพฯ ไม่ต่างจากหลายเมือง เช่น เมืองปัตตานี เป็นต้น แต่แม้ว่ายุคแห่งอาณานิคมจะผ่านพ้นไปแล้ว เวลานี้เชียงใหม่เป็นหน่วยปกครองหนึ่งของรัฐประชาชาติไทย รัฐธรรมนูญยังได้ประกันสิทธิทุกคนในฐานะพลเมืองแห่งรัฐ ไม่ว่าจะเป็นคนกรุงเทพฯ หรือคนเมืองเชียงใหม่ ต่างก็มีศักดิ์ศรีมนุษย์ทัดเทียมกัน รวมทั้ง การก้าวสู่ "คลื่นลูกสาม" ตามพลวัตรโลกาภิวัฒน์ที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าท่วมท้น คนมีเสรีภาพในการเดนทางเคลื่อนย้ายกว่าอดีตมากมายนัก ก็ไม่อาจลบเลือนมโนสำน ึกแห่งความเหลื่อมล้ำในทางวัฒนธรรมออกไปได้

หากใครเคยอ่านหรือชมละคอน "สาวเครือฟ้า" อย่างพินิจพิจารณา จะพบว่าเรื่องนี้มิใช่นิยายรักระหว่างร.ต.พร้อมและเครือฟ้าเท่านั้น หากแต่ย ังนำเสนอความเหลื่อมล้ำและเหยียดประนามความเป็นคนเชียงใหม่ แฝงเร้นอยู่หลังความเศร้าสะเทือนอารมณ์อันเป็นฉากหน้า ว่ากันว่าคนที่นำละคอนเรื่องนี้ไปแสดงที่เชียงใหม่เป็นครั้งแรกก็คือ พระชายาเจ้าดารารัศมีซึ่งเป็นคนเชียงใหม่เอง...

แ ม้ว่าปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่จะปลอดจากมิติทางการเมืองแบบอาณานิคมแล้วก็ตาม แต่ในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมละ... ยังปรากฎเค้ารางแห่งอาณานิคมไว้มากน้อยแค่ไหน?

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น กรณีคำพูดที่ยกเป็นตัวอย่าง รวมทั้งละคอนสาวเครือฟ้าที่เอ่ยถึง ต่างมีลักษณะร่วมสำคัญคือ มีผู้หญิงเป็นตัวแกนในการนำเสนอความด้อยค่าทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น ผู้หญิงดูจะถูกใช้เป็นพาหะ เพื่อนำสารแห่งความสัมพันธ์ทางอำนาจได้อย่างแยบยล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกที่เต็มไปด้วย representation ในปัจจุบัน

หมายเหตุ : ใครสนใจแนวคิดวิเคราะห์ที่ใช้ในโพสต์นี้ โปรดอ่าน Post-colonialism

(เดิมโพสต์เมื่อ2005/12/12 กู้คืนกลับมาด้วย Cached จากGoogle ตามคำแนะนำของเว็บมาสเตอร์)

หากคุณเป็นผู้ชาย ขอให้สมมุติสถานการณ์ว่ามีใครสักคนที่ไม่สนิทสนมคุ้นเคยมาพูดกับคุณว่า “ เป็นเกย์หรือเปล่า?” ตัวคุณจะเกิดความรู้สึกหรือมีการสนองตอบต่อคำถามนี้อย่างไร

 

ประเด็นดังกล่าว ผู้เขียน “ ฉุกคิด” ขณะชมรายการโทรทัศน์ยอดนิยม ACADAMY FANTASIA เกมโชว์แนว reality show ทาง UBC ช่อง 34 ที่ให้ผู้เข้าแข่งขัน 12 คน ( ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากผู้จัดรายการ) มาร่วมอาศัยในบ้านหลังเดียวกันตามกำหนดเวลา เพื่อให้ทั้งหมดได้ฝึกฝนทักษะการร้อง การเต้นรำ และการแสดงอย่างเข้มข้น สำหรับขึ้นแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตทุกสุดสัปดาห์ ผู้ชมสามารถติดตามการใช้ชีวิตของพวกเขาทั้งในชั้นเรียนและกิจวัตรประจำวันผ่ านการถ่ายทอดสดตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง

 

บนเวทีคอนเสิร์ตสัปดาห์แรก มีการฉายวิดีโอแนะนำผู้เข้าแข่งขันทั้ง 12 คน ซึ่งเป็นภาพบรรยากาศเมื่อครั้งคัดเลือกตัวของแต่ละคน แน่นอนว่าภาพที่เล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านการตัดต่ออย่างกระชับฉับไวเป็นอย่า งดี เมื่อวิดีโอดำเนินเรื่องถึงผู้เข้าแข่งขันชายคนหนึ่ง ภาพจบลงขณะที่เขายืนคุยโต้ตอบกับกรรมการ แล้วจู่ ๆ มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งถามอย่างดังว่า “ เป็นเกย์หรือเปล่า?” ทำให้เขาถึงกับสะดุ้งตกใจ จากนั้นก็ตัดภาพไปที่ผู้แข่งขันคนอื่นทันที

 

หลังจากฉายวิดีโอชุดนี้จบ พิธีกรบนเวทีนำเรื่องนี้มาถามเขาอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับขอให้บอกความรู้สึกขอ งตัวเองในเวลานั้น ผู้ชายคนนี้กล่าวด้วยอารมณ์ติดตลกว่า “ แทบกระเด็นติดผนังเลยครับ”

 

เพียงเท่านี้ก็ทำให้ “ เพศสถานะ” (gender) - สภาวะเพศซึ่งผูกติดกับค่านิยมทางสังคม ต่างจาก “ เพศชีวะ” (sex) ที่ขึ้นกับชีววิทยา - ว่าเขาเป็นเกย์หรือไม่ กลายเป็นหัวข้อสนทนาของผู้ชมทันที เห็นได้อย่างชัดเจนในเว็บบอร์ดของรายการ ทั้งที่ก่อนหน้า (6 วัน นับจากวันเริ่มรายการ) ไม่มีการพูด ( โพสต์) ประเด็นนี้ไว้เลย

จากกรณีตัวอย่าง สรุปได้ว่าคำถาม “ ซึ่งหน้า” ต่อผู้ชายคนนี้ เกิดซ้ำในพื้นที่ “ สาธารณะ” อย่างน้อยสองครั้ง ทั้งที่คำตอบของคำถามถือเป็นเรื่อง “ ส่วนตัว” อย่างยิ่ง เนื่องจากได้ล่วงล้ำไปในเรื่องความพึงพอใจทางเพศของปัจเจกบุคคล ว่าต้องการมีเพศสัมพันธ์กับต่างเพศหรือเพศเดียวกัน ถ้าหากว่าผู้ที่ได้รับคำถามนี้เป็นเกย์ที่ยังไม่พร้อมจะเปิดเผยตัว เขาจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจแค่ไหน ? ไม่ต่างจากการถามผู้หญิงว่าเคยนอนกับผู้ชายแล้วหรือยัง ซึ่งนับว่าหยาบคาบเป็นอันมาก

แต่ที่น่าขบคิดไม่น้อยคือ ผู้ชายส่วนใหญ่ ( อย่างน้อยก็สองคนในกรณีตัวอย่าง) ไม่รู้สึกว่าการเกิดคำถามเช่นนี้ในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ไร้มารยาทหรือเหย ียดหยามศักดิ์ศรีแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ถามหรือผู้ถูกถามก็ตาม ทั้งยังเห็นว่าเป็นเพียง “ โจ๊ก” หนึ่งในการเรียกเสียงหัวเราะระหว่างสนทนาเท่านั้น

 

หากสมมุติกรณีตัวอย่างเสียใหม่ว่า คำถามนั้นกลับกลายเป็น “ เป็นผู้ชายหรือเปล่า?” อะไรจะเกิดขึ้น? ( ด้วยรูปลักษณ์ของผู้เข้าแข่งขันคนนี้ที่สูงใหญ่ คิ้วคม หน้าเข้ม แถมสวมกางเกง ย่อมไม่มีใครในโลกนี้สงสัยว่าเขาเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน)

 

ผู้เขียนไม่สนใจในคำตอบว่าใครจะเป็นหรือไม่เป็นเกย์ แต่สนใจในคำถามว่า ด้วยเหตุใดมันจึงปรากฏตัวได้อย่างโจ่งแจ้ง ? โดยไร้อาการอิหลักอิเหลื่อระหว่างผู้ถามและผู้ตอบ ต้องถือว่าประเด็นนี้เป็นลูกกุญแจไขให้เห็นสถานภาพของเกย์ในปัจจุบัน

 

เพราะเมื่อเกมโชว์นี้ผ่านไปได้ระยะหนึ่ง เริ่มมีคนที่ต้องตกรอบเก็บกระเป๋าออกจากบ้าน ทางผู้จัดรายการได้นำผู้เข้าแข่งขันหญิงซึ่งเพิ่งตกรอบมาสัมภาษณ์อีกครั้ง ผู้ดำเนินรายการได้ยกเรื่องนี้ขึ้นถามเธอว่า จากที่ได้อยู่ร่วมกับเขา ( ผู้เข้าแข่งขันชายคนนั้น) เป็นเกย์หรือไม่ เพราะผู้ชมรายการกำลังสงสัยกันมาก พ่อของผู้เขียนซึ่งอายุ 62 ปี เป็นข้าราชการเกษียณ ดูรายการอยู่ด้วยได้หัวเราะและยิ้มอย่างอาย ๆ ต่อคำถามนี้ทันที ทำให้พอจะตั้งสมมุติฐานได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้เอง ในสมัย “ รุ่นพ่อ” ของเราคงไม่กล้าตั้งคำถามทำนองนี้กับใครอย่างง่าย ๆ

 

เชื่อว่ามีคำอธิบายได้ในสองทางซึ่งสวนทางกันเอง

 

คำอธิบายแรก ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับเกย์ จ ากเดิมที่ต้องปกปิดซ่อนเร้นไม่มีใครกล้าพูดหรือแสดงตัวว่าเกี่ยวข้อง พวกเขาเสมือนเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น (invisible) มาสู่การรับรู้ของสังคมว่าเป็นเพศสถานะที่มี “ ตัวตน” อยู่จริง สามารถเอ่ยอ้างถึงอย่าง “ สะดวกปาก- สะดวกใจ” ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายหรือเสื่อมเสียอีกต่อไป อาจกล่าวได้ว่าขณะนี้ถือเป็น “ ยุคทอง” ของเกย์ไทยอย่างแท้จริง

 

ในท่ามกลางสังคมข้อมูลข่าวสาร เราจะเห็นเรื่องทำนอง “ เกย์” ที่แสดงให้เห็นประพฤติปฏิบัติหรือความคิดความเชื่อของคนกลุ่มนี้ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ มากมายในหลายรูปแบบ ไม่ว่าบทสัมภาษณ์ รายงานพิเศษ บทความ หรือภาพถ่าย ฯลฯ ราวกับว่าสถาบันสื่อสารมวลชนมีธรรมนูญพิเศษกำหนดให้กัน “ เนื้อที่” เพื่อเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ จนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากำลังแสดงบทบาทเชิงสนับสนุนและปกป้อง แน่นอนว่าด้วยอุดมการณ์ของสื่อสารมวลชนที่จำต้องนำเสนอทั้ง pro และ con แต่สุดท้ายแล้วไม่มีสำนักข่าวไหนกล้าปฏิเสธหรือโจมตีเกย์อย่าง “ ซึ่งหน้า” แม้จะเป็นสำนักข่าวของทางราชการก็ตาม

 

ไม่ว่า “ ชายจริง- หญิงแท้” “ เอ็นจีโอ- จีโอ” “ ขวา- ซ้าย” ต่างพร้อมใจชูธงอย่างพร้อมเพียง ไม่ขัดเขินที่จะแสดงความคิดเห็นในสาระที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แน่นอนว่าผู้ใดแสดงออกด้วยทีท่าสนับสนุนนั่นหมายถึงการแสดงให้เห็นภาพลักษณ์ หัวก้าวหน้าของผู้นั้น ที่ยกย่องในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ดังนั้น หากผู้ชายสักคนจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเกย์ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายแต่ประการใด

 

แต่ทว่า คำอธิบายอีกทางกลับเห็นว่า แม้เกย์จะถูกมองเห็นหรือได้รับการยอมรับแล้วก็ตาม แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่สังคมรับรู้นั้นเป็นตัวตนอัน “ จริงแท้” (authentic) ของคนกลุ่มนี้ ( ณ เวลานี้ ผู้เขียนขอเชื่อว่าเกย์มีแก่นแท้ มิใช่เลื่อนไหลจนจับต้องไม่ได้) ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกผลักออกมาด้วยเจตนาที่จะสร้างอัตลักษณ์แท้เพื่อสนับสนุนการดำรงอยู่ขอ งพวกเขา อาจเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น

 

ประเด็นเกย์ที่พูดที่นำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงน่าสงสัยว่าเป็นเพียงเรื่องที่พูดตาม ๆ กันเพื่อเดินให้ทันกระแสของยุคสมัย หาได้เกิดจากความเข้าใจอันถ่องแท้ไม่ ไม่เว้นแม้แต่คนที่เป็นเกย์เอง ทำให้ข้อมูลข่าวสารจำพวก เกย์กล้าแสดงออก เกย์มีความเป็นศิลปิน เกย์ปากจัด เกย์เป็นที่ใจมิใช่ที่เซ็กส์ ฯลฯ ไหลบ่าอยู่ในวงจรสื่อตอกย้ำให้คนทั่วไปคิดเชื่อว่าพวกเขาเป็นดังว่า ทว่า แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงลูกโป่งที่สูบลมจนพองหรือไม่ก็เป็นเพียง “ ฟองสบู่” ที่ถูกปั่นขึ้นมาเท่านั้น

 

“ คุณเป็นเกย์หรือเปล่า?” จึงเป็นเพียงคำพูดสนุกปาก เป็นคำถามแบบผ่านเลย มิได้จริงจังในการค้นหาความจริงจากคำถามแต่อย่างใด เหมือนกับว่าคนที่เอ่ยปากมั่นใจลึก ๆ แล้วว่า ผู้ชายที่ถูกถามนั้นไม่ได้เป็นเกย์ ( จะเป็นจริงหรือไม่อีกเรื่อง) ไม่ต่างจาก “ คุณเป็นบ้าหรือเปล่า?” ที่คนถามย่อมมั่นใจในผู้ถูกถามว่ายังคงเป็นปกติดีอยู่ ทั้งยังสะท้อนความเชื่อของยุคสมัยนี้ที่ว่า ผู้ชายเป็นเกย์กันมากและเป็นเกย์กันง่ายกว่าแต่ก่อน

 

ไม่ว่าจะเป็น “ ยุคทอง” หรือ “ ฟองสบู่” ก็ตาม เกย์ถูกทำให้เป็นเรื่องสาธารณะมากกว่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลอย่างหลีกเล ี่ยงไม่ได้ ทำให้ยากที่จะควบคุมทิศทางของความเข้าใจของหมู่มวลชน แม้แต่ตัวผู้ดำรงเพศสถานะนี้ ผู้เขียนก็เชื่อว่าบางคนอาจกำลังงุนงงอยู่เหมือนกันว่า ตัวเองกำลังเป็นอะไรและเป็นได้อย่างไร

 

หรือบางทีเราควรจะ “ พูด” ให้น้อยลง เพื่อหันมา “ คิด” ในประเด็นที่ซับซ้อนอย่างนี้ให้มากขึ้น

+ + + + + +

หมายเหตุ : บทความนี้นำเสนอครั้งแรกในเว็บไซต์ "ประชาไทยดอทคอม" ตั้งแต่อะคาเดมี่แฟนเทเชียฤดูกาลแรกจบลงใหม่ ๆ จึงขอนำมาเผยแพร่อีกครั้งเพื่อต้อนรับฤดูกาล 3 ซึ่งกำลังจะมาถึง



Mr.Golffee
View full profile