ปีนี้ไม่ค่อยได้ตามติดเท่าไหร่นัก แม้จะว่างงานอยู่กับบ้านเป็นหลัก แต่ด้วยภาระบางอย่างทำให้ต้องตัดใจ ได้แต่อาศัย "รายงานสด" จากบอร์ดพันทิพย์เป็นหลัก... ตอนแรกว่าจะปล่อยวางไม่เขียนต่อ แต่ก็รู้สึกอย่างไรไม่ทราบ เพราะปีที่แล้วก็ขี้เกียจเขียนไว้ค้าง ๆ คา ๆ ต้องรับผิดชอบมาว่าต่อในปีนี้ เรียกว่าเขียนกันข้ามปีทีเดียว 555 ฉะนั้น ข้อมูลที่เขียนอาจจะตกหล่นบกพร่องไปบ้าง ก็อย่าว่ากันเนอะ
ใครเพิ่งเริ่มอ่านขอให้ย้อนกลับไปอ่านตอนเก่าก่อนนะ จะได้ประหยัดเวลาหรือตัดสินใจไม่อ่านได้ง่ายขึ้น... :) เพราะผู้เขียนจัดให้รายการเรียลิตี้ิ "อะคาเดมี แฟนเทเชีย" เป็น cultural artefact หนึ่ง ไม่ต่างจากสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมชิ้นอื่น ที่ย่อมโยงใยสอดประสานกับสภาพสังคมวัฒนธรรมของแต่ละถิ่นฐาน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ที่ AF ดำรงอยู่ด้วยความนิยมของมวลชน ก็เพราะรายการนี้ได้น้อมกายลง "รับใช้" มาตรฐาน/คุณค่า/ศีลธรรม/วัฒนธรรม/สิ่งอันดีงามตามกระแสนิยมของสังคมไทย
จนทำให้ AF ในพากย์ไทยอาจแตกต่างจากพากย์ภาษาอังกฤษ จนบางครั้งอาจงง ๆ ว่า เออ... มันมาจากคอนเซ็ปต์เดียวกันหรือว่ะ...
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ วีคแรกของปีสามก็ว่ากันด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ทันควัน จนเกิดข้อถกเถียงสาธารณะว่าไฉนถึงปล่อยเพลงยากให้เด็กตั้งแต่สัปดาห์แรก ควรจะเก็บไว้ช่วงท้ายให้พวกเขาได้ฝึกปรือวิชาจนเข้าที่ทางเสียก่อน แต่หากมองด้วยมิติการตลาดของยูบีซีแล้ว ต้องจัดให้เป็นสัปดาห์แรกเท่านั้น!!! เพื่อตอบรับกระแสงานเฉลิมฉลองการครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัว หากปล่อยทิ้งไว้นานกระแสอาจจะตกได้
ช่วงนี้ก็ทอดระยะห่างจากพระราชพิธีมาเป็นเดือนแล้ว ไหนต้องหลีกทางให้ฟุตบอลโลกอีก... ผู้จัดซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจต้องรีบเกาะ "คุณค่าอันดีงาม" นี้ให้ทัน ไม่ควรตกรถด่วนขบวนนี้อย่างเด็ดขาด!!!
แต่้ที่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่สองแล้ว คือการใช้รายการนี้รับใช้ "วาทกรรมครอบครัว" ในสังคมไทย สำหรับคนไทยยุคปัจจุบันแล้ว ตระหนักถึงครอบครัวว่าเป็น "ธรรมชาติของมนุษย์" ไม่มีใครที่เติบโตโดยปราศจากครอบครัวไปได้ ต่างจากยุคกรีกในเมืองสปาต้า ที่พอบ้านไหนมีลูกชายปุ๊บ รัฐบาลก็จะแยกเอาตัวไปไว้ในโรงเลี้ยงเด็กปั๊บ เพื่อฝึกฝนให้เติบโตเป็นนักรบ
ครอบครัวในปัจจุบันจึงมิได้ทำหน้าที่เพียงชีวภาพ แค่ให้กำเนิดชีวิตมนุษย์เท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่ทางสังคมคอยเลี้ยงดูและอบรมดูแลให้โตใหญ่เป็นคนที่พึงปรารถนาของสังคมนั้น
มนุษย์มาตรฐานทุกคนจึงสมควร identify (จะใช้คำไทยว่ากระไรดี... บ่งชี้... ให้รายละเอียด... ฯลฯ) ครอบครัวโดยเฉพาะพ่อและแม่หรือญาติพี่น้องใกล้ชิดของตนเองได้
"ยูบีซี" ให้ความใส่ใจ "วาทกรรมครอบครัว" ของผู้เข้าแข่งขันทุก V เป็นพิเศษ นอกจากเด็กหนุ่มสาวที่เข้าไปอยู่ในบ้าน (ปีนี้ต้องเรียกว่า "คฤหาสน์" ) จะโด่งดังเป็นที่รักของแฟนคลับแล้ว บรรดาพ่อแม่ของทุกคนต่างก็กลายเป็นบุคคลสาธารณะไปพร้อมกัน
นักล่าฝันทุกคนมีพื้นหลังที่อยู่ในครอบครัวปรกติสุข ทุกคน identify ได้หมดว่าพ่อแม่ตนเป็นใคร สถานปัจจุบันเป็นเช่นไร อบรมเลี้ยงดูตนเองมาอย่างไร หากไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ identify ได้ว่าตายหรือทั้งคู่หย่าขาดจากกันไปแล้ว ทำให้คนชมเข้าใจถึงที่มาของทุกคนได้ เข้าใจว่าไม่มีแม้แต่ V เดียว ที่ไม่กล้าพูดถึงครอบครัวตัวเอง และทุกคนพูดถึงครอบครัวตามบรรทัดฐานที่สังคมคาดหวัง
มีเด็กสักคนไหนที่เล่าว่า ตนนั้นเกลียดพ่อหรือแม่ วัน ๆ ไม่ได้ทำอะไรเอาแต่กินเหล้าเล่นหวย ตนเองเติบโตขึ้นมาบนครอบครัวที่แตกแยก พ่อไปทาง แม่ไปทาง นาน ๆ เจอหน้ากันที หรือตนเองถูกคนในครอบครัว harressment เหอ เหอ บทบาทของพ่อ -แม่หรือครอบครัวเช่นนี่หละ... ที่ "ไม่พึงปรารถนา" และ "ไม่เข้ากับบรรทัดฐาน" ของสังคม
ย้ำว่านี่ไม่ใช่กำลังกล่าวหาว่าน้อง ๆ หรือยูบีซี "กุเรื่อง" ทั้งหมดขึ้นมานะ... เราไม่มีทางรู้หรอกว่าทั้งหมด "เป็นจริง" (ถ้าคนมันตั้งใจจะแต่งเรื่องขึ้นมาหลอก มันทำได้เนียนจนจับไม่ได้อยู่ดี) เพียงแต่สิ่งที่ผู้จัดรายการนี้กำลัง represent หรือเน้นย้ำนำเสนอ มันกำลังพุ่งเป้าไปที่จุดนี้อย่างเข้มข้น
ไม่แปลกอย่างไรที่อายุเฉลี่ยของเด็กที่เข้าบ้านจะต่ำลงทุกปี ก็คนวัยนี้ยังไม่แยกขาดจากครอบครัวแหล่งกำเนิดของตัวเอง ยังไม่แยกตัวไปตั้งบ้านใหม่ นี่ถ้าไม่ติดขัดข้อกฎหมายหรือมาตรฐานสังคม คงอยากได้เด็กอายุประมาณ 14-15 ปีเป็นแน่ (กฎหมาย - เด็กต่ำกว่า 18 ปีทำนิติกรรมสัญญาไม่ได้ มาตรฐานสังคม - เด็กวัยนี้ควรเรียนหนังสือชั้นมัธยม)
ก็ในเมื่อมันเป็นเกมของเด็กทั้ง 12 V ก็นำเสนอแค่ชีวิตของเขาในบ้านซิ... ทำไมลามไปถึงครอบครัวหรือปูมหลังของแต่ละคนด้วยเล่า... แต่มันต้องลาม... เพราะนี่เป็นค่านิยมหรือบรรทัดฐานของสังคม การที่รายการประกาศว่าพร้อมน้อมรับต่อค่านิยมหรือบรรทัดฐาน "วาทกรรมครอบครัว" ก็เพื่อหาจุดยืนทางสังคมของตนเอง
ในขณะที่บางส่วนกำลังกล่าวหาว่า ไอ้รายการจำพวกนี้แสดงถึงความเป็น "ทาสระบบทุนนิยม" แต่นี่ไง... ยูบีซีกำลังแสดงถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว เด็กทุกคนที่ผ่านการคัดตัวมาได้ถึงรอบสุดท้าย มีครอบครัวที่อบอุ่นทุกคน
ในยามที่ต้องพรากจากกัน เด็กต้องคิดถึงพ่อแม่หรือครอบครัว เห็นไหม... ช่วงเปิดใจ (confession ในอีกรูปหนึ่ง) ต่างพูดถึงแต่ที่บ้านเป็นหลัก เด็กบางคนก็ทรหดอดทนสู้ชีวิต ทำเพื่อพ่อแม่ เห็นไหม... ได้เป็นแบบอย่างอันดีต่อเด็กคนอื่น
ฝ่ายพ่อแม่ก็ออกมาพูดจาปลาบปลื้มในตัวลูก ไม่เห็นออกมาด่าเลยว่าไอ้นี้ไม่ยอมไปเรียนหนังสือ ดันดร๊อปเรียนซะนี่!!! (แหม... ต่อให้โกรธลูกมากขนาดไหน จะให้มาต่อออกทีวีได้ไง ต้องพลิกมาเล่นบทบาทชื่นชมบ้าง ไม่มีพ่อแม่คนไหนทับถมลูกตัวเองหรอก)
สรุปว่า พื้นที่ในบ้านอะคาเดมี่ฯ ไม่มี "พื้นที่" สำหรับเด็กที่เติบโตนอกบรรทัดฐานของสังคม เด็กที่เติบมาจากครอบครัวที่ไม่สมประกอบ outlaw มีครอบครัว - พ่อ แม่ พี่ น้อง ฯลฯ ที่สร้างบาดแผลให้กลับชีวิตตัวเอง... จนบางคนอาจต้องหนีออกจากบ้าน หรือไม่ก็ไม่อยาก identify ถึงพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกเด็กพวกนี้คือ "คนนอกมาตรฐาน" ของสังคมไทย
สิ่งที่เราเห็นภาพหน้าจอ แน่นอนว่า reality ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนบ้างก็ชั่วแต่เวลา ซึ่งต้อง delay ตามกระบวนการถ่ายทอดสด "ความจริงที่เห็นผ่านจอ" จึงอาจล่าช้าจาก "ความจริงที่เกิดขึ้นในบ้านอะคาเดมี่ฯ " ไปบ้างสักเสี้ยวนาที แต่เพียงเท่านี้ไม่ทำให้คนดูเชื่อได้หรอก ต้องมีสิ่งสนับสนุนให้เชื่อว่าจริงควบคู่ไปด้วย
สิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่าเด็กทั้ง 12 V มีชีวิต มีตัวตนที่เป็นจริง ไม่ใช่เอาเด็กจากเอเยนซี่สักคนมาสวมบทบาท ว่าคนนี้ต้องแสดงบทเป็น "ตูน" เป็น "ซาร่า" เป็น "เพชร" ฯลฯ ก็คือแต่ละคนล้วนมี story ของตัวเอง สามารถอ้างอิงหรือ identify ได้ว่า นี่ไงพ่อแม่ของเขาจริง ๆ นะ นี่ไงญาติพี่น้อง อันเป็นครอบครัวแสนน่ารักและอบอุ่น แค่เพิ่งใช้สายตานั่งดูพวกเขาที่เล่าเรื่องตัวเอง หรือดูสัมภาษณ์ก่อนคอนเสิร์ทอยู่ที่บ้าน ก็สามารถทราบได้อย่างชัดแจ้ง
ถ้ามันจะ fake มันก็ fake ตรงนี้มากกว่า...
edit @ 2006/07/12 12:43:47