2006/Jul/12

ปีนี้ไม่ค่อยได้ตามติดเท่าไหร่นัก แม้จะว่างงานอยู่กับบ้านเป็นหลัก แต่ด้วยภาระบางอย่างทำให้ต้องตัดใจ ได้แต่อาศัย "รายงานสด" จากบอร์ดพันทิพย์เป็นหลัก... ตอนแรกว่าจะปล่อยวางไม่เขียนต่อ แต่ก็รู้สึกอย่างไรไม่ทราบ เพราะปีที่แล้วก็ขี้เกียจเขียนไว้ค้าง ๆ คา ๆ ต้องรับผิดชอบมาว่าต่อในปีนี้ เรียกว่าเขียนกันข้ามปีทีเดียว 555 ฉะนั้น ข้อมูลที่เขียนอาจจะตกหล่นบกพร่องไปบ้าง ก็อย่าว่ากันเนอะ

ใครเพิ่งเริ่มอ่านขอให้ย้อนกลับไปอ่านตอนเก่าก่อนนะ จะได้ประหยัดเวลาหรือตัดสินใจไม่อ่านได้ง่ายขึ้น... :) เพราะผู้เขียนจัดให้รายการเรียลิตี้ิ "อะคาเดมี แฟนเทเชีย" เป็น cultural artefact หนึ่ง ไม่ต่างจากสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมชิ้นอื่น ที่ย่อมโยงใยสอดประสานกับสภาพสังคมวัฒนธรรมของแต่ละถิ่นฐาน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ที่ AF ดำรงอยู่ด้วยความนิยมของมวลชน ก็เพราะรายการนี้ได้น้อมกายลง "รับใช้" มาตรฐาน/คุณค่า/ศีลธรรม/วัฒนธรรม/สิ่งอันดีงามตามกระแสนิยมของสังคมไทย

จนทำให้ AF ในพากย์ไทยอาจแตกต่างจากพากย์ภาษาอังกฤษ จนบางครั้งอาจงง ๆ ว่า เออ... มันมาจากคอนเซ็ปต์เดียวกันหรือว่ะ...

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ วีคแรกของปีสามก็ว่ากันด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ทันควัน จนเกิดข้อถกเถียงสาธารณะว่าไฉนถึงปล่อยเพลงยากให้เด็กตั้งแต่สัปดาห์แรก ควรจะเก็บไว้ช่วงท้ายให้พวกเขาได้ฝึกปรือวิชาจนเข้าที่ทางเสียก่อน แต่หากมองด้วยมิติการตลาดของยูบีซีแล้ว ต้องจัดให้เป็นสัปดาห์แรกเท่านั้น!!! เพื่อตอบรับกระแสงานเฉลิมฉลองการครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัว หากปล่อยทิ้งไว้นานกระแสอาจจะตกได้

ช่วงนี้ก็ทอดระยะห่างจากพระราชพิธีมาเป็นเดือนแล้ว ไหนต้องหลีกทางให้ฟุตบอลโลกอีก... ผู้จัดซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจต้องรีบเกาะ "คุณค่าอันดีงาม" นี้ให้ทัน ไม่ควรตกรถด่วนขบวนนี้อย่างเด็ดขาด!!!

แต่้ที่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่สองแล้ว คือการใช้รายการนี้รับใช้ "วาทกรรมครอบครัว" ในสังคมไทย สำหรับคนไทยยุคปัจจุบันแล้ว ตระหนักถึงครอบครัวว่าเป็น "ธรรมชาติของมนุษย์" ไม่มีใครที่เติบโตโดยปราศจากครอบครัวไปได้ ต่างจากยุคกรีกในเมืองสปาต้า ที่พอบ้านไหนมีลูกชายปุ๊บ รัฐบาลก็จะแยกเอาตัวไปไว้ในโรงเลี้ยงเด็กปั๊บ เพื่อฝึกฝนให้เติบโตเป็นนักรบ

ครอบครัวในปัจจุบันจึงมิได้ทำหน้าที่เพียงชีวภาพ แค่ให้กำเนิดชีวิตมนุษย์เท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่ทางสังคมคอยเลี้ยงดูและอบรมดูแลให้โตใหญ่เป็นคนที่พึงปรารถนาของสังคมนั้น

มนุษย์มาตรฐานทุกคนจึงสมควร identify (จะใช้คำไทยว่ากระไรดี... บ่งชี้... ให้รายละเอียด... ฯลฯ) ครอบครัวโดยเฉพาะพ่อและแม่หรือญาติพี่น้องใกล้ชิดของตนเองได้

"ยูบีซี" ให้ความใส่ใจ "วาทกรรมครอบครัว" ของผู้เข้าแข่งขันทุก V เป็นพิเศษ นอกจากเด็กหนุ่มสาวที่เข้าไปอยู่ในบ้าน (ปีนี้ต้องเรียกว่า "คฤหาสน์" ) จะโด่งดังเป็นที่รักของแฟนคลับแล้ว บรรดาพ่อแม่ของทุกคนต่างก็กลายเป็นบุคคลสาธารณะไปพร้อมกัน

นักล่าฝันทุกคนมีพื้นหลังที่อยู่ในครอบครัวปรกติสุข ทุกคน identify ได้หมดว่าพ่อแม่ตนเป็นใคร สถานปัจจุบันเป็นเช่นไร อบรมเลี้ยงดูตนเองมาอย่างไร หากไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ identify ได้ว่าตายหรือทั้งคู่หย่าขาดจากกันไปแล้ว ทำให้คนชมเข้าใจถึงที่มาของทุกคนได้ เข้าใจว่าไม่มีแม้แต่ V เดียว ที่ไม่กล้าพูดถึงครอบครัวตัวเอง และทุกคนพูดถึงครอบครัวตามบรรทัดฐานที่สังคมคาดหวัง


มีเด็กสักคนไหนที่เล่าว่า ตนนั้นเกลียดพ่อหรือแม่ วัน ๆ ไม่ได้ทำอะไรเอาแต่กินเหล้าเล่นหวย ตนเองเติบโตขึ้นมาบนครอบครัวที่แตกแยก พ่อไปทาง แม่ไปทาง นาน ๆ เจอหน้ากันที หรือตนเองถูกคนในครอบครัว harressment เหอ เหอ บทบาทของพ่อ -แม่หรือครอบครัวเช่นนี่หละ... ที่ "ไม่พึงปรารถนา" และ "ไม่เข้ากับบรรทัดฐาน" ของสังคม

ย้ำว่านี่ไม่ใช่กำลังกล่าวหาว่าน้อง ๆ หรือยูบีซี "กุเรื่อง" ทั้งหมดขึ้นมานะ... เราไม่มีทางรู้หรอกว่าทั้งหมด "เป็นจริง" (ถ้าคนมันตั้งใจจะแต่งเรื่องขึ้นมาหลอก มันทำได้เนียนจนจับไม่ได้อยู่ดี) เพียงแต่สิ่งที่ผู้จัดรายการนี้กำลัง represent หรือเน้นย้ำนำเสนอ มันกำลังพุ่งเป้าไปที่จุดนี้อย่างเข้มข้น

ไม่แปลกอย่างไรที่อายุเฉลี่ยของเด็กที่เข้าบ้านจะต่ำลงทุกปี ก็คนวัยนี้ยังไม่แยกขาดจากครอบครัวแหล่งกำเนิดของตัวเอง ยังไม่แยกตัวไปตั้งบ้านใหม่ นี่ถ้าไม่ติดขัดข้อกฎหมายหรือมาตรฐานสังคม คงอยากได้เด็กอายุประมาณ 14-15 ปีเป็นแน่ (กฎหมาย - เด็กต่ำกว่า 18 ปีทำนิติกรรมสัญญาไม่ได้ มาตรฐานสังคม - เด็กวัยนี้ควรเรียนหนังสือชั้นมัธยม)

ก็ในเมื่อมันเป็นเกมของเด็กทั้ง 12 V ก็นำเสนอแค่ชีวิตของเขาในบ้านซิ... ทำไมลามไปถึงครอบครัวหรือปูมหลังของแต่ละคนด้วยเล่า... แต่มันต้องลาม... เพราะนี่เป็นค่านิยมหรือบรรทัดฐานของสังคม การที่รายการประกาศว่าพร้อมน้อมรับต่อค่านิยมหรือบรรทัดฐาน "วาทกรรมครอบครัว" ก็เพื่อหาจุดยืนทางสังคมของตนเอง

ในขณะที่บางส่วนกำลังกล่าวหาว่า ไอ้รายการจำพวกนี้แสดงถึงความเป็น "ทาสระบบทุนนิยม" แต่นี่ไง... ยูบีซีกำลังแสดงถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว เด็กทุกคนที่ผ่านการคัดตัวมาได้ถึงรอบสุดท้าย มีครอบครัวที่อบอุ่นทุกคน

ในยามที่ต้องพรากจากกัน เด็กต้องคิดถึงพ่อแม่หรือครอบครัว เห็นไหม... ช่วงเปิดใจ (confession ในอีกรูปหนึ่ง) ต่างพูดถึงแต่ที่บ้านเป็นหลัก เด็กบางคนก็ทรหดอดทนสู้ชีวิต ทำเพื่อพ่อแม่ เห็นไหม... ได้เป็นแบบอย่างอันดีต่อเด็กคนอื่น

ฝ่ายพ่อแม่ก็ออกมาพูดจาปลาบปลื้มในตัวลูก ไม่เห็นออกมาด่าเลยว่าไอ้นี้ไม่ยอมไปเรียนหนังสือ ดันดร๊อปเรียนซะนี่!!! (แหม... ต่อให้โกรธลูกมากขนาดไหน จะให้มาต่อออกทีวีได้ไง ต้องพลิกมาเล่นบทบาทชื่นชมบ้าง ไม่มีพ่อแม่คนไหนทับถมลูกตัวเองหรอก)

สรุปว่า พื้นที่ในบ้านอะคาเดมี่ฯ ไม่มี "พื้นที่" สำหรับเด็กที่เติบโตนอกบรรทัดฐานของสังคม เด็กที่เติบมาจากครอบครัวที่ไม่สมประกอบ outlaw มีครอบครัว - พ่อ แม่ พี่ น้อง ฯลฯ ที่สร้างบาดแผลให้กลับชีวิตตัวเอง... จนบางคนอาจต้องหนีออกจากบ้าน หรือไม่ก็ไม่อยาก identify ถึงพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกเด็กพวกนี้คือ "คนนอกมาตรฐาน" ของสังคมไทย

สิ่งที่เราเห็นภาพหน้าจอ แน่นอนว่า reality ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนบ้างก็ชั่วแต่เวลา ซึ่งต้อง delay ตามกระบวนการถ่ายทอดสด "ความจริงที่เห็นผ่านจอ" จึงอาจล่าช้าจาก "ความจริงที่เกิดขึ้นในบ้านอะคาเดมี่ฯ " ไปบ้างสักเสี้ยวนาที แต่เพียงเท่านี้ไม่ทำให้คนดูเชื่อได้หรอก ต้องมีสิ่งสนับสนุนให้เชื่อว่าจริงควบคู่ไปด้วย

สิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่าเด็กทั้ง 12 V มีชีวิต มีตัวตนที่เป็นจริง ไม่ใช่เอาเด็กจากเอเยนซี่สักคนมาสวมบทบาท ว่าคนนี้ต้องแสดงบทเป็น "ตูน" เป็น "ซาร่า" เป็น "เพชร" ฯลฯ ก็คือแต่ละคนล้วนมี story ของตัวเอง สามารถอ้างอิงหรือ identify ได้ว่า นี่ไงพ่อแม่ของเขาจริง ๆ นะ นี่ไงญาติพี่น้อง อันเป็นครอบครัวแสนน่ารักและอบอุ่น แค่เพิ่งใช้สายตานั่งดูพวกเขาที่เล่าเรื่องตัวเอง หรือดูสัมภาษณ์ก่อนคอนเสิร์ทอยู่ที่บ้าน ก็สามารถทราบได้อย่างชัดแจ้ง

ถ้ามันจะ fake มันก็ fake ตรงนี้มากกว่า...


edit @ 2006/07/12 12:43:47

2006/Jun/09

หากคุณเป็นผู้ชาย ขอให้สมมุติสถานการณ์ว่ามีใครสักคนที่ไม่สนิทสนมคุ้นเคยมาพูดกับคุณว่า “ เป็นเกย์หรือเปล่า?” ตัวคุณจะเกิดความรู้สึกหรือมีการสนองตอบต่อคำถามนี้อย่างไร

 

ประเด็นดังกล่าว ผู้เขียน “ ฉุกคิด” ขณะชมรายการโทรทัศน์ยอดนิยม ACADAMY FANTASIA เกมโชว์แนว reality show ทาง UBC ช่อง 34 ที่ให้ผู้เข้าแข่งขัน 12 คน ( ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากผู้จัดรายการ) มาร่วมอาศัยในบ้านหลังเดียวกันตามกำหนดเวลา เพื่อให้ทั้งหมดได้ฝึกฝนทักษะการร้อง การเต้นรำ และการแสดงอย่างเข้มข้น สำหรับขึ้นแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตทุกสุดสัปดาห์ ผู้ชมสามารถติดตามการใช้ชีวิตของพวกเขาทั้งในชั้นเรียนและกิจวัตรประจำวันผ่ านการถ่ายทอดสดตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง

 

บนเวทีคอนเสิร์ตสัปดาห์แรก มีการฉายวิดีโอแนะนำผู้เข้าแข่งขันทั้ง 12 คน ซึ่งเป็นภาพบรรยากาศเมื่อครั้งคัดเลือกตัวของแต่ละคน แน่นอนว่าภาพที่เล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านการตัดต่ออย่างกระชับฉับไวเป็นอย่า งดี เมื่อวิดีโอดำเนินเรื่องถึงผู้เข้าแข่งขันชายคนหนึ่ง ภาพจบลงขณะที่เขายืนคุยโต้ตอบกับกรรมการ แล้วจู่ ๆ มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งถามอย่างดังว่า “ เป็นเกย์หรือเปล่า?” ทำให้เขาถึงกับสะดุ้งตกใจ จากนั้นก็ตัดภาพไปที่ผู้แข่งขันคนอื่นทันที

 

หลังจากฉายวิดีโอชุดนี้จบ พิธีกรบนเวทีนำเรื่องนี้มาถามเขาอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับขอให้บอกความรู้สึกขอ งตัวเองในเวลานั้น ผู้ชายคนนี้กล่าวด้วยอารมณ์ติดตลกว่า “ แทบกระเด็นติดผนังเลยครับ”

 

เพียงเท่านี้ก็ทำให้ “ เพศสถานะ” (gender) - สภาวะเพศซึ่งผูกติดกับค่านิยมทางสังคม ต่างจาก “ เพศชีวะ” (sex) ที่ขึ้นกับชีววิทยา - ว่าเขาเป็นเกย์หรือไม่ กลายเป็นหัวข้อสนทนาของผู้ชมทันที เห็นได้อย่างชัดเจนในเว็บบอร์ดของรายการ ทั้งที่ก่อนหน้า (6 วัน นับจากวันเริ่มรายการ) ไม่มีการพูด ( โพสต์) ประเด็นนี้ไว้เลย

จากกรณีตัวอย่าง สรุปได้ว่าคำถาม “ ซึ่งหน้า” ต่อผู้ชายคนนี้ เกิดซ้ำในพื้นที่ “ สาธารณะ” อย่างน้อยสองครั้ง ทั้งที่คำตอบของคำถามถือเป็นเรื่อง “ ส่วนตัว” อย่างยิ่ง เนื่องจากได้ล่วงล้ำไปในเรื่องความพึงพอใจทางเพศของปัจเจกบุคคล ว่าต้องการมีเพศสัมพันธ์กับต่างเพศหรือเพศเดียวกัน ถ้าหากว่าผู้ที่ได้รับคำถามนี้เป็นเกย์ที่ยังไม่พร้อมจะเปิดเผยตัว เขาจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจแค่ไหน ? ไม่ต่างจากการถามผู้หญิงว่าเคยนอนกับผู้ชายแล้วหรือยัง ซึ่งนับว่าหยาบคาบเป็นอันมาก

แต่ที่น่าขบคิดไม่น้อยคือ ผู้ชายส่วนใหญ่ ( อย่างน้อยก็สองคนในกรณีตัวอย่าง) ไม่รู้สึกว่าการเกิดคำถามเช่นนี้ในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ไร้มารยาทหรือเหย ียดหยามศักดิ์ศรีแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ถามหรือผู้ถูกถามก็ตาม ทั้งยังเห็นว่าเป็นเพียง “ โจ๊ก” หนึ่งในการเรียกเสียงหัวเราะระหว่างสนทนาเท่านั้น

 

หากสมมุติกรณีตัวอย่างเสียใหม่ว่า คำถามนั้นกลับกลายเป็น “ เป็นผู้ชายหรือเปล่า?” อะไรจะเกิดขึ้น? ( ด้วยรูปลักษณ์ของผู้เข้าแข่งขันคนนี้ที่สูงใหญ่ คิ้วคม หน้าเข้ม แถมสวมกางเกง ย่อมไม่มีใครในโลกนี้สงสัยว่าเขาเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน)

 

ผู้เขียนไม่สนใจในคำตอบว่าใครจะเป็นหรือไม่เป็นเกย์ แต่สนใจในคำถามว่า ด้วยเหตุใดมันจึงปรากฏตัวได้อย่างโจ่งแจ้ง ? โดยไร้อาการอิหลักอิเหลื่อระหว่างผู้ถามและผู้ตอบ ต้องถือว่าประเด็นนี้เป็นลูกกุญแจไขให้เห็นสถานภาพของเกย์ในปัจจุบัน

 

เพราะเมื่อเกมโชว์นี้ผ่านไปได้ระยะหนึ่ง เริ่มมีคนที่ต้องตกรอบเก็บกระเป๋าออกจากบ้าน ทางผู้จัดรายการได้นำผู้เข้าแข่งขันหญิงซึ่งเพิ่งตกรอบมาสัมภาษณ์อีกครั้ง ผู้ดำเนินรายการได้ยกเรื่องนี้ขึ้นถามเธอว่า จากที่ได้อยู่ร่วมกับเขา ( ผู้เข้าแข่งขันชายคนนั้น) เป็นเกย์หรือไม่ เพราะผู้ชมรายการกำลังสงสัยกันมาก พ่อของผู้เขียนซึ่งอายุ 62 ปี เป็นข้าราชการเกษียณ ดูรายการอยู่ด้วยได้หัวเราะและยิ้มอย่างอาย ๆ ต่อคำถามนี้ทันที ทำให้พอจะตั้งสมมุติฐานได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี้เอง ในสมัย “ รุ่นพ่อ” ของเราคงไม่กล้าตั้งคำถามทำนองนี้กับใครอย่างง่าย ๆ

 

เชื่อว่ามีคำอธิบายได้ในสองทางซึ่งสวนทางกันเอง

 

คำอธิบายแรก ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับเกย์ จ ากเดิมที่ต้องปกปิดซ่อนเร้นไม่มีใครกล้าพูดหรือแสดงตัวว่าเกี่ยวข้อง พวกเขาเสมือนเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น (invisible) มาสู่การรับรู้ของสังคมว่าเป็นเพศสถานะที่มี “ ตัวตน” อยู่จริง สามารถเอ่ยอ้างถึงอย่าง “ สะดวกปาก- สะดวกใจ” ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายหรือเสื่อมเสียอีกต่อไป อาจกล่าวได้ว่าขณะนี้ถือเป็น “ ยุคทอง” ของเกย์ไทยอย่างแท้จริง

 

ในท่ามกลางสังคมข้อมูลข่าวสาร เราจะเห็นเรื่องทำนอง “ เกย์” ที่แสดงให้เห็นประพฤติปฏิบัติหรือความคิดความเชื่อของคนกลุ่มนี้ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ มากมายในหลายรูปแบบ ไม่ว่าบทสัมภาษณ์ รายงานพิเศษ บทความ หรือภาพถ่าย ฯลฯ ราวกับว่าสถาบันสื่อสารมวลชนมีธรรมนูญพิเศษกำหนดให้กัน “ เนื้อที่” เพื่อเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ จนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากำลังแสดงบทบาทเชิงสนับสนุนและปกป้อง แน่นอนว่าด้วยอุดมการณ์ของสื่อสารมวลชนที่จำต้องนำเสนอทั้ง pro และ con แต่สุดท้ายแล้วไม่มีสำนักข่าวไหนกล้าปฏิเสธหรือโจมตีเกย์อย่าง “ ซึ่งหน้า” แม้จะเป็นสำนักข่าวของทางราชการก็ตาม

 

ไม่ว่า “ ชายจริง- หญิงแท้” “ เอ็นจีโอ- จีโอ” “ ขวา- ซ้าย” ต่างพร้อมใจชูธงอย่างพร้อมเพียง ไม่ขัดเขินที่จะแสดงความคิดเห็นในสาระที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แน่นอนว่าผู้ใดแสดงออกด้วยทีท่าสนับสนุนนั่นหมายถึงการแสดงให้เห็นภาพลักษณ์ หัวก้าวหน้าของผู้นั้น ที่ยกย่องในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ดังนั้น หากผู้ชายสักคนจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเกย์ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายแต่ประการใด

 

แต่ทว่า คำอธิบายอีกทางกลับเห็นว่า แม้เกย์จะถูกมองเห็นหรือได้รับการยอมรับแล้วก็ตาม แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่สังคมรับรู้นั้นเป็นตัวตนอัน “ จริงแท้” (authentic) ของคนกลุ่มนี้ ( ณ เวลานี้ ผู้เขียนขอเชื่อว่าเกย์มีแก่นแท้ มิใช่เลื่อนไหลจนจับต้องไม่ได้) ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกผลักออกมาด้วยเจตนาที่จะสร้างอัตลักษณ์แท้เพื่อสนับสนุนการดำรงอยู่ขอ งพวกเขา อาจเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น

 

ประเด็นเกย์ที่พูดที่นำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงน่าสงสัยว่าเป็นเพียงเรื่องที่พูดตาม ๆ กันเพื่อเดินให้ทันกระแสของยุคสมัย หาได้เกิดจากความเข้าใจอันถ่องแท้ไม่ ไม่เว้นแม้แต่คนที่เป็นเกย์เอง ทำให้ข้อมูลข่าวสารจำพวก เกย์กล้าแสดงออก เกย์มีความเป็นศิลปิน เกย์ปากจัด เกย์เป็นที่ใจมิใช่ที่เซ็กส์ ฯลฯ ไหลบ่าอยู่ในวงจรสื่อตอกย้ำให้คนทั่วไปคิดเชื่อว่าพวกเขาเป็นดังว่า ทว่า แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงลูกโป่งที่สูบลมจนพองหรือไม่ก็เป็นเพียง “ ฟองสบู่” ที่ถูกปั่นขึ้นมาเท่านั้น

 

“ คุณเป็นเกย์หรือเปล่า?” จึงเป็นเพียงคำพูดสนุกปาก เป็นคำถามแบบผ่านเลย มิได้จริงจังในการค้นหาความจริงจากคำถามแต่อย่างใด เหมือนกับว่าคนที่เอ่ยปากมั่นใจลึก ๆ แล้วว่า ผู้ชายที่ถูกถามนั้นไม่ได้เป็นเกย์ ( จะเป็นจริงหรือไม่อีกเรื่อง) ไม่ต่างจาก “ คุณเป็นบ้าหรือเปล่า?” ที่คนถามย่อมมั่นใจในผู้ถูกถามว่ายังคงเป็นปกติดีอยู่ ทั้งยังสะท้อนความเชื่อของยุคสมัยนี้ที่ว่า ผู้ชายเป็นเกย์กันมากและเป็นเกย์กันง่ายกว่าแต่ก่อน

 

ไม่ว่าจะเป็น “ ยุคทอง” หรือ “ ฟองสบู่” ก็ตาม เกย์ถูกทำให้เป็นเรื่องสาธารณะมากกว่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลอย่างหลีกเล ี่ยงไม่ได้ ทำให้ยากที่จะควบคุมทิศทางของความเข้าใจของหมู่มวลชน แม้แต่ตัวผู้ดำรงเพศสถานะนี้ ผู้เขียนก็เชื่อว่าบางคนอาจกำลังงุนงงอยู่เหมือนกันว่า ตัวเองกำลังเป็นอะไรและเป็นได้อย่างไร

 

หรือบางทีเราควรจะ “ พูด” ให้น้อยลง เพื่อหันมา “ คิด” ในประเด็นที่ซับซ้อนอย่างนี้ให้มากขึ้น

+ + + + + +

หมายเหตุ : บทความนี้นำเสนอครั้งแรกในเว็บไซต์ "ประชาไทยดอทคอม" ตั้งแต่อะคาเดมี่แฟนเทเชียฤดูกาลแรกจบลงใหม่ ๆ จึงขอนำมาเผยแพร่อีกครั้งเพื่อต้อนรับฤดูกาล 3 ซึ่งกำลังจะมาถึง

2006/Apr/05

ดอกไม้กลางถนน
ค่าควรคนริมทาง
กลิ่นสีมิมีจาง
เพราะทางสร้างค่าคน

(สำหรับครูดาวที่น่ารัก :P)





Mr.Golffee
View full profile