2006/Apr/04

วันเลือกตั้ง... ไปเดินเล่นแถวสยามสแคว์ ผ่านตีนบันไดขึ้นสถานีรถไฟฟ้า ได้กลิ่นหอมรุนแรงกระแทกจมูก

หันไปเจอลุงคนหนึ่ง มือสองข้างห้อยถุง RotiBoy เป็นพวง สิบกว่าถุง...

เสนอขายให้คนเดินผ่านไปมาแถวนั้น ได้ยินลุงบอกกันคนเสนอซื้อว่า "อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปต่อคิวกับเขา" ไม่รู้ว่าลุงบวกค่าส่วนต่างแต่ละุถุงเท่าไหร่

แต่เข้าใจทำมาหากิน... ฉลาดแบบทักษิณเลย...

2005/Dec/22

เมื่อค่ำที่ผ่านมา (21 ธ.ค.) รู้สึกตกใจอย่างยิ่งกับอาการของ "กนก-สรยุทธ" ในรายการ "คุยคุ้ยข่าว" เมื่อพูดถึงประเด็นนายกฯ ไม่ยอมลงไปพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ซึ่งเป็นข่าวนำของน.ส.พ.หลายฉบับ

ทั้งสองจู่ ๆ ก็มาพูดถึงเรื่องนี้ด้วยอารมณ์อันหงุดหงิด หัวเสีย ประมาณว่าไม่รู้จะเล่นข่าวอย่างนี้กันไปถึงไหน จากนั้นก็ชี้แจง/แก้ตัวแทนทักษิณพัลวัน อ้างคำพูดของใครหลายคนมาเล่าอีกต่อ เช่น เมื่อปีที่แล้วก็ไปมาแล้ว เชียงใหม่นำท่วม 4 ครั้ง นายกฯ ไปแค่ 2 ครั้ง ฯลฯ พูดไปพลางสำแดงอาการร้อนตัว ประหนึ่งเป็นลิ่วล้อไทยรักไทยเสียเอง

สื่อมวลชนทั้งสองขายวิญญาณแห่งวิชาชีพให้นักการเมืองไปแล้วหรือ? อย่าตัดสินใจอะไรง่ายเกินไปนัก...

น่าสังเกตว่าอากัปกิริยาที่ทั้งคู่แสดงออกในขณะนั้น มัน "โอเวอร์แอ๊ค" อย่างไรก็ไม่ทราบ แทนที่ทั้งคู่จะใช้ลีลาสุขุม ใช้โวหารว่านล้อม หยิบยกประเด็นต่าง ๆ มาปะต่อ เพื่ออธิบาย/แก้ต่างให้ทักษิณ ก็น่าจะดีกว่าการออกอาการโฉ่งฉ่างแบบไม่ใช่มืออาชีพอย่างนี้ทั้งที่ ประเด็นก่อนหน้าว่าด้วยเรื่องการพิสูจน์ศพสึนามิ ซึ่งเป็นการเผชิญหน้าอย่างแรงระหว่างหมอพรทิพย์กับตำรวจแท้ ๆ แต่พอมาเรื่องทักษิณ-น้ำท่วมปุ๊บ... เหมือนมีผีบ้าเข้าสิงทันที

นึกว่าคู่หู "สมัคร-ดุสิต" แอบสวมหน้ากาก "กนก-สรยุทธ" มาคุยข่าวเสียอีก :P

เหตุใดทั้งคู่จึงพลาดอย่างง่ายดายเช่นนี้... หามิได้ครับ เพราะอาการที่ดูเหมือนหลุดหรือ "โอเวอร์แอ๊ค" แท้จริงคือการจงใจสื่อความบางประการ เรื่องนี้ผู้เขียนขอใช้จินตนาการว่า คงมีหน่วยเหนือบัญชามาให้ทั้งคู่กระทำการเช่นนี้จริง แต่ด้วยสำนึกของวิชาชีพ (สมมุติฐานว่าทั้งคู่มี 555) ทำให้เขาอึดอัด แต่จะปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะรับจ้างเขาเอาไว้แล้ว หากไม่ยอมตามคำสั่งมีหวังเก้าอี้กระเด็นให้ "สมัคร-ดุสิต" แน่ (อิอิ) สุดท้ายก็ต้องเสแสร้งเพื่อตบตาไอ้พวกบ้าอำนาจ เผด็จการปิดหูปิดตาประชาชน ด้วยการ "ขับเน้น" ให้เวอร์เกินสมควร จะชาวบ้านรู้สึกหมั่นไส้ว่ามึงจะปกป้องอะไรกันหนักหนา...

อาการแสดงออกอย่างประชดประชันดังว่า ย่อมเป็นแรงเหวี่ยงกระแทกต่อตัวทักษิณเอง โดยเฉพาะช่วง "ขาลง" ยามนี้ ที่คนเริ่มเหม็นเบื่อกันแล้ว มีหรือว่าคนคุยข่าวชั้นแนวหน้าระดับประเทศทั้งสองจะจับกระแสนี้ไม่ได้ แต่สู้ตบตาหากินกับไอ้พวกบ้าอำนาจต่อไปสบายกว่า แถมสาแก่ใจยิ่งนัก

หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้เขียนลง "ผู้จัดกวน" ฮา...

2005/Dec/19

หลายวันมาแล้ว จิ้มรีโมทไปมาจนบังเอิญเจอช่องทีวีดนตรีแห่งหนึ่ง ให้สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มมายืนประชันหน้ากับกล้อง พร้อมกล่าวประโยคสั้น ๆ ว่า "ดีค่ะ... คนเชียงใหม่จะได้อินเทรนด์เหมือนคนกรุงเทพฯ เสียที" จากนั้นภาพก็ตัดฉับไปที่อื่นทันที เลยสนใจใคร่รู้ว่า อะไรหนอ... ที่เชียงใหม่ไม่อินเทรนด์เท่ากับกรุงเทพฯ

จับใจความได้ว่า ช่วงนี้เป็นที่นำเสนอกิจกรรม REDioactive party( มีเหล้า Red Label เป็นนายทุน) ที่เขานำนักร้องชื่อดังคือ โจอี้ บอย ไปเป็นคอนเสิร์ทที่ผับสองสลึง เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคอนเสิร์ทปนผสมกับงานปาร์ตี้อะไรจำพวกนั้น ทีมงานถ่ายทำคงไปสัมภาษณ์ผู้มาร่วมงานว่ารู้สึกนึกคิดประการใดบ้าง สาวน้อยคนดังกล่าวคงเป็นหนึ่งในขั้นตอนนี้

คำพูดเพียงแค่ประโยคสั้น ๆ ส่อแสดงนัยยะความต่ำต้อยทางวัฒนธรรมสันทนาการของคนเวียงเจียงใหม่เป็นอย่างย ิ่ง ในที่นี้ นิยามคำว่า "วัฒนธรรม" ในมิติกว้างไกลไปกว่า น้ำพริกหนุ่ม ขันโตก ดอยสุเทพ ฟ้อนเล็บ วัดสวนดอก กาดวโรรส วัฒนธรรมล้านนา ฯลฯ ความหมายของวัฒนธรรมนั้นเป็นนามธรรมอย่างสูงยิ่ง จนอาจสรุปด้วยวลีสั้น ๆ ว่า วัฒนธรรมก็คือวิถีในการดำรงชีวิต หรือ way of life กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจหรือสันทนาการใด ๆ ก็เป็นหนึ่งในวิถีแห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์เช่นกัน

ตามทฤษฎีเชื่อกันว่าปัจจุบันโลกกำลังหดเล็กลงเรื่อย ความสามารถในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์อันทรงประสิทธิภาพ ทำให้โลกนี้กำลังไร้พรมแดนยิ่งขึ้น คนซึ่งนั่งอยู่ที่กรุงเทพฯ อาจรับรู้ข้อมูลความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นที่นิวยอร์คได้ ฉับไวแทบจะ real time ไร้ชั่วระยะประวิงหน่วงเหนี่ยว คนเชียงใหม่ก็น่าจะรับรู้กระแสหรือเทรนด์ของวิถีชีวิตคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว ลอนดอน หรือแอลเอ หาใช่เฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เท่านั้น ยิ่งการเข้าถึงเทคโนโลยีสื่อสารนับวันจะแพร่ขยายวง ฮาร์ดแวร์หรือบริการสารสนเทศต่าง ๆ นับวันยิ่งมีราคาถูกลง เช่น อินเตอร์เน็ทความเร็วสูง ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น จึงมิได้เป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับคนเมืองใหญ่ ๆ เช่นเชียงใหม่ จะรับรู้เทรนด์ของคนทั่วทั้งโลก

ทว่าโลกแห่งความเป็นจริง ในชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนที่มีเลือดเนื้อ ดังกรณีสาวน้อยข้างต้น เสมือนกับว่าพรมแดนหรือระยะทางอันห่างไกลยังคงดำรงอยู่ คนที่ห่างไกลจากศูนย์กลางรัฐยังคงถูกประเมินว่า ต่ำต้อยด้อยเทรนด์กว่าผู้ที่อยู่ในศูนย์กลางรัฐอยู่ดี โดยเฉพาะประเทศโลกที่สามอย่างประเทศไทย ไม่ว่าผู้หญิงคนดังกล่าวจะ 1.เป็นคนกรุงเทพฯ ที่เผอิญไปอยู่เชียงใหม่ในขณะนั้นพอดี หรือ 2.เป็นคนเชียงใหม่ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเชียงใหม่จริง ๆ

หากเป็นกรณีแรก เธอในฐานะคนกรุงเทพฯ กำลังแสดงความเหนือกว่าทางวัฒนธรรมสันทนาการของคนเมืองหลวง ที่ได้มาเหยียบหัวเมืองเชียงใหม่อันเคยเป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ มาก่อน แต่หากเป็นกรณีหลัง ก็เท่ากับว่าการกล่อมเกลาของสังคมที่เธอเติบโต ได้สอนสั่งและฝังสำนึกให้เกิดขึ้นภายในตัวตน (internalize) ว่า คนหัวเมืองอย่างเธอยังคงด้อยกว่าคนกรุงเทพฯ อย่างน้อยที่สุดก็ในด้านสันทนาการ

ในประวัติศาสตร์ เชียงใหม่เคยเป็น "เมืองขึ้น" หรือประเทศราชของเจ้าอาณานิคมกรุงเทพฯ ไม่ต่างจากหลายเมือง เช่น เมืองปัตตานี เป็นต้น แต่แม้ว่ายุคแห่งอาณานิคมจะผ่านพ้นไปแล้ว เวลานี้เชียงใหม่เป็นหน่วยปกครองหนึ่งของรัฐประชาชาติไทย รัฐธรรมนูญยังได้ประกันสิทธิทุกคนในฐานะพลเมืองแห่งรัฐ ไม่ว่าจะเป็นคนกรุงเทพฯ หรือคนเมืองเชียงใหม่ ต่างก็มีศักดิ์ศรีมนุษย์ทัดเทียมกัน รวมทั้ง การก้าวสู่ "คลื่นลูกสาม" ตามพลวัตรโลกาภิวัฒน์ที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าท่วมท้น คนมีเสรีภาพในการเดนทางเคลื่อนย้ายกว่าอดีตมากมายนัก ก็ไม่อาจลบเลือนมโนสำน ึกแห่งความเหลื่อมล้ำในทางวัฒนธรรมออกไปได้

หากใครเคยอ่านหรือชมละคอน "สาวเครือฟ้า" อย่างพินิจพิจารณา จะพบว่าเรื่องนี้มิใช่นิยายรักระหว่างร.ต.พร้อมและเครือฟ้าเท่านั้น หากแต่ย ังนำเสนอความเหลื่อมล้ำและเหยียดประนามความเป็นคนเชียงใหม่ แฝงเร้นอยู่หลังความเศร้าสะเทือนอารมณ์อันเป็นฉากหน้า ว่ากันว่าคนที่นำละคอนเรื่องนี้ไปแสดงที่เชียงใหม่เป็นครั้งแรกก็คือ พระชายาเจ้าดารารัศมีซึ่งเป็นคนเชียงใหม่เอง...

แ ม้ว่าปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่จะปลอดจากมิติทางการเมืองแบบอาณานิคมแล้วก็ตาม แต่ในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมละ... ยังปรากฎเค้ารางแห่งอาณานิคมไว้มากน้อยแค่ไหน?

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น กรณีคำพูดที่ยกเป็นตัวอย่าง รวมทั้งละคอนสาวเครือฟ้าที่เอ่ยถึง ต่างมีลักษณะร่วมสำคัญคือ มีผู้หญิงเป็นตัวแกนในการนำเสนอความด้อยค่าทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น ผู้หญิงดูจะถูกใช้เป็นพาหะ เพื่อนำสารแห่งความสัมพันธ์ทางอำนาจได้อย่างแยบยล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกที่เต็มไปด้วย representation ในปัจจุบัน

หมายเหตุ : ใครสนใจแนวคิดวิเคราะห์ที่ใช้ในโพสต์นี้ โปรดอ่าน Post-colonialism

(เดิมโพสต์เมื่อ2005/12/12 กู้คืนกลับมาด้วย Cached จากGoogle ตามคำแนะนำของเว็บมาสเตอร์)



Mr.Golffee
View full profile